Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ว่านกีบแรด ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนจะใช้โคนก้านใบที่อยู่ใต้ดินนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการตัวบวม

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ว่านกีบแรด  เป็นยาบรรเทาอาการไข้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ว่านกีบแรด

สมุนไพรว่านกีบแรด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กีบแรด (แพร่), ปากูปีเละ ปียา (ปัตตานี), กีบม้าลม (ภาคเหนือ), ว่านกีบม้า (ภาคกลาง), ปากูดาฆิง (ภาคใต้), ดูกู (มลายู-ภาคใต้), โด่คเว่โข่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), เฟิร์นกีบแรด, กูดกีบม้า, ผักกูดยักษ์ เป็นต้น

ลักษณะของว่านกีบแรด
จัดเป็นพรรณไม้จำพวกเฟิร์น โคนต้นพอง อยู่ติดกับพื้นผิวดิน มีหัวลักษณะเป็นกีบอยู่ใต้ดิน ในประเทศไทยพบทั่วไปตามป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและความชื้นสูง มีข้อสันนิษฐานว่า เฟินกีบแรดต้องอาศัยอยู่ร่วมกับเชื้อราที่ระบบรากของกีบแรด เพื่อให้เชื้อราช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ให้กลายเป็นธาตุอาหารให้กับรากของกีบแรดดูดซึมเข้าไป โดยลำพังมันไม่สามารถดูดซับเองได้ และกีบแรดแลกเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลให้กับเชื้อราคืนด้วย หากไม่มีเชื้อรา กีบแรดอาจจะไม่เจริญเติบโตได้ เป็นเฟินที่มีขนาดใหญ่ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ฝังที่ระดับผิวดิน เป็นเนื้ออวบอ้วน ที่หัวมีร่องรอยบุ๋มรอบหัว ซึ่งเกิดจากขั้วของก้านใบที่หลุดออก เหลือไว้เป็นร่อง มองดูคล้ายกีบเท้าแรด สมชื่อที่เรียกว่า กีบแรด เคยมีคนบอกว่า เห็นที่เชียงใหม่ ขนาดของหัวใหญ่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมนไม่เท่ากันหรือเป็นรูปหัวใจตื้น ๆ และเบี้ยว ส่วนขอบใบจักมน จักเป็นฟันเลื่อย หรือจักถี่ ๆ ตลอดทั้งขอบใบ หลังใบและท้องใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา อวบน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาล หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบอิสระแยกสาขาเป็นคู่ จำนวนมาก ก้านใบย่อยบวม

การขยายพันธุ์กีบแรด
ใช้สปอร์ หรือ ใช้กีบด้านข้างลำต้น นำไปชำในที่ร่มและชื้น แต่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะแตกตาต้นใหม่
การปลูกเลี้ยงกีบแรด : ฝังหัวเหง้าลงตื้นๆ ให้หัวโผล่อยู่ที่ผิวเครื่องปลูก สำหรับวัสดุปลูก ชอบสภาพเป็นกรดเล็กน้อย มีใบไม้ผุมากๆ และโปร่ง ผสมทรายหยาบบ้าง เพื่อให้ระบายน้ำและระบบรากถ่ายเทอากาศดี ชอบแสงรำไรและอากาศชุ่มชื้น เหมาะปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกลงกระถางก็สวยงามดี หากปลูกในกระถาง ควรเลือกกระถางให้ใหญ่กว่าหัวมากหน่อย แต่หากปลูกลงดิน จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า ปกติให้ใบใหม่ช้า แต่เมื่อใบอ่อนเริ่มงอก จะโตได้รวดเร็ว และไม่ทิ้งใบบ่อย ต้นที่ปลูกอยู่บ้าน แต่ละใบอยู่ให้เห็น 1-2 ปี ในช่วงที่ออกใบอ่อนใหม่ หากมีช่วงขาดน้ำ เมื่อได้รับน้ำอีกครั้ง มันจะเกิดเป็นปุ่มตาที่ก้านใบ ที่ดูเหมือนเป็นข้อที่ก้านใบ

สรรพคุณกีบแรด
เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ
เป็นยาลดบวม
ขับปัสสาวะ
แก้ปวดเมื่อย
รักษาแผลในปากและคอ
บำรุงเลือดและบำรุงกำลัง
ใช้เป็นยาลดความดัน
ยาแก้กำเดา
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ
ช่วยแก้ตาเจ็บ
ช่วยแก้น้ำลายเหนียว
แก้อาเจียน
ขับปัสสาวะ
แก้ท้องร่วง
ใช้เป็นยาแก้ฝีหัวคว่ำ
รักษาพิษตานซางของเด็ก
แก้ท้องอืด
รักษาโรคมะเร็ง
โรคหัวใจ
เป็นยาบรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ
แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส
รากเป็นยาห้ามเลือด

ว่านกีบแรดเป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่ไต้หวัน , มาเลเซีย ,ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักพบขึ้นเองตามสภาพของเขา ตามป่าชื้น ป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและมีความชื้นสูง ใกล้แหล่งน้ำ ตามที่รกร้างทั่วไป โดยเฉพาะตามห้วยต่าง ๆ…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทพื้นบ้าน ขี้เหล็ก เป็นแหล่งกำเนิดของต้นขี้เหล็กบ้าน ความจริงต้นขี้เหล็กบ้านพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในหลายประเทศ

สมุนไพรไทพื้นบ้าน ขี้เหล็ก  นิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เพราะจะให้กิ่งได้มาก แตกยอดอ่อนได้มาก

สมุนไพรไทพื้นบ้าน ขี้เหล็ก

สมุนไพรขี้เหล็ก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง,สุราษฎร์ธานี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด (แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ), ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น

ลักษณะของต้นขี้เหล็ก
ขี้เหล็ก มีชื่อเรียกในทาง พฤกษศาสตร์ว่า Cassia siamea Lamk. ซึ่งคำว่า siamea ที่เป็นชื่อชนิดของขี้เหล็กนั้น มาจากคำว่า Siam หรือสยาม ทั้งนี้ เพราะผู้ตั้งชื่อทางพฤกษศาสตร์และภาษาอังกฤษให้เกียรติประเทศสยาม (ในขณะนั้น) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นขี้เหล็กบ้าน ความจริงต้นขี้เหล็กบ้านพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในหลายประเทศ เดิมเป็นไม้ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับจากหมู่เกาะต่างๆ ของประเทศอินโดนีเซียไปจนกระทั่งถึงประเทศศรีลังกาต่อมามีผู้นำเอาไม้ขี้เหล็กไปเป็นไม้ประดับ ขึ้นได้ในดินร่วมปนทรายที่มีการระบายน้ำดี

ลำต้นขี้เหล็ก เป็นไม้ขนาดกลาง เปลือกลำต้นมีสีเทาอมดำ เปลือกแตกเป็นร่องเล็กๆตามยาว เมื่อจับจะรู้สึกสากมือ ลำต้นแตกกิ่งจำนวนมาก เป็นทรงพุ่มใหญ่

ใบขี้เหล็ก เป็นใบประกอบแบบขนนกชนิดใบคู่ (ใบสุดท้ายเป็นคู่) ใบแตกออกบริเวณกิ่ง เรียงสลับกัน แต่ละใบหลักประกอบด้วยใบย่อย เรียงเป็นคู่ๆ 7-16 คู่ ใบย่อยมีรูปร่างรี โคนใบ และปลายใบมน แต่หลักเว้าตรงกลางของปลายใบเล็กน้อย และขอบใบเรียบ เส้นใบมองไม่ค่อยชัดเจน ใบอ่อนหรือยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ ใบแก่มีสีเขียวสด ไม่มีขน โดยใบอ่อนจะเริ่มแตกออกให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในระยะนี้จะเริ่มเก็บยอดอ่อนมาทำอาหารได้ และใบจะเริ่มแก่ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วงนี้จะไม่นำมาทำอาหาร แต่ต่อไปจะนำดอกอ่อนที่ออกในช่วงกรกฎาคมมาทำอาหารแทน

ดอกขี้เหล็ก แทงออกเป็นช่อขนาดใหญ่ โดยจะแทงออกเฉพาะบริเวณปลายกิ่งเท่านั้น แต่ละช่อประกอบด้วยดอกจำนวนมาก มากกว่า 10 ดอก ดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 3-4 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลืองเข้ม จำนวน 5 กลีบ ที่มีขนาดเท่ากัน ถัดมาภายในเป็นเกสรตัวผู้ 10 อัน ถัดมาเป็นเกสรตัวเมีย และรังไข่ ดอกจะเริ่มบานจากโคนช่อ เรื่อยๆจนถึงปลายช่อ ดอกบาน เมื่อดอกบานแล้ว 2-3 วัน จะร่วงล่นลงดินดอกจะบานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเริ่มติดฝักในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

ฝัก และเมล็ด ผลขี้เหล็กเรียกว่า ฝัก มีลักษณะแบนยาว ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาลอมดำ ภายในฝักมีเมล็ดเรียงตามความยาวของฝัก จำนวน 20-30 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างรีแบน สีน้ำตาลอมดำ

การขยายพันธุ์ขี้เหล็ก
ต้นขี้เหล็กสามารถเจริญเติบโตได้ทุกภาคของไทย เนื่องจากมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนได้ดี และเป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ทั่วไป รวมถึงประชาชนนำยมบริโภคเป็นอาหารด้วย ในปัจจุบัน การขยายพันธุ์ขี้เหล็ก นิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เพราะจะให้กิ่งได้มาก แตกยอดอ่อนได้มาก…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร แห้วหมู ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

สมุนไพร แห้วหมู  เป็นพรรณไม้ที่มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

สมุนไพร แห้วหมู

สมุนไพรแห้วหมู มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าแห้วหมูหรือหญ้าขนหมู (แม่ฮ่องสอน), ซาเช่า (แต้จิ๋ว), ซัวฉ่าว (จีนกลาง) เป็นต้น มักถูกมองเป็นวัชพืชที่ไร้ค่า หากขึ้นบ้านไหนก็เป็นได้ตัดถอนทิ้ง แถมมักแย่งสารอาหารในดินทำให้ผลผลิตของพืชเศรษฐกิจที่เพาะปลูกลดลง และยังเป็นวัชพืชที่กำจัดยากมาก ซึ่งมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันในเรื่องของความสูงของลำต้น ลักษณะของดอก โดยสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ทั้ง 2 ชนิด เพราะมีสรรพคุณที่ใกล้เคียงกันมาก โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยาก็ได้แก่ ส่วนของหัว ต้น ราก และใบแห้วหมู แห้วหมู เป็นพรรณไม้ที่มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ตามทุ่งนา ข้างทางหรือที่รกร้าง กระจายพันธุ์สูงในเขตร้อน พบได้ในทุกประเทศในเขตร้อน ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค

สรรพคุณแห้วหมู
ช่วยขับลม
แก้อาการแน่นหน้าอก อาเจียน
แก้ปวดท้อง
ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ
เป็นยากล่อมประสาท
เป็นยาแก้ปวดในหญิงที่ประจำเดือนไม่ปกติ
ลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ
ใช้แก้อาการคันตามผิวหนัง เป็นยาพอกฝีดูดหนอง
ใช้เป็นยาบำรุงทารกในครรภ์
ช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดท้องเนื่องจากท้องอืด เฟ้อ
ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้อักเสบ
รักษาอาการคลื่นเหียน อาการอักเสบ ลดความเจ็บ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
รักษาแผลในกระเพาะอาหารเพิ่มความดันโลหิต
ช่วยกระตุ้นประสาท กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด
ลดอาการหดเกร็งของลำไส้ กล้ามเนื้อมดลูก และกล้ามเนื้อเรียบ
บำรุงหัวใจ
กระตุ้นระบบหายใจ
ช่วยลดระดับไขมัน

ลักษณะทั่วไปแห้วหมู
แห้วหมูจัดเป็นพืชล้มลุก อยู่ในวงศ์กก เป็นวัชพืชอายุมากกว่า 1 ปีหรือหลายฤดู (perennial weed) เติบโต และออกดอก ผลได้หลายครั้ง เป็นพืช C4 ที่ตรึงคาร์บอนจากการสังเคราะห์แสงเป็นสารประกอบที่มีคาร์บอน 4 อะตอม มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบไม่อาศัยเพศ และแบบอาศัยเพศ
• หัว และราก แห้วหมูมีหัวใต้ดิน เชื่อมต่อด้วยไหลขยายจากต้นเดิมเป็นหัวใหม่ และสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ หัวมีขนาดเล็ก ปกคลุมด้วยเปลือกสีดำ เนื้อด้านในมีสีเหลืองขาว มีรสเผ็ดปร่า ส่วนไหลมีลักษณะสีน้ำตาลดำ ต้นแห้วหมูพันธุ์ขนาดเล็กจะให้รสเผ็ดมากกว่าต้นแห้วหมูพันธุ์ใหญ่
• ลำต้นแห้วหมู มีลักษณะตั้งตรง ผิวลำต้นมันเรียบ ไม่แตกแขนง รูปทรงสามเหลี่ยม มีสีเขียวแก่ มีความสูงประมาณ 10 -60 เซนติเมตร ตามลักษณะสายพันธุ์ เนื้อเยื่อด้านในอ่อน มีลักษณะเป็นเส้น

• ใบแห้วหมู มีลักษณะเรียวแคบ และยาว ปลายแหลม กลางใบมีสันร่อง ขนาดใบกว้าง 2-5 มิลลิเมตร ยาว 5-20 เซนติเมตร ใบสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านบนมีสารจำพวก cutin เคลือบ ไม่มีปากใบ ส่วนผิวใบด้านล่างมี cutin เคลือบเช่นกัน แต่มีปากใบ
• ดอกแห้วหมู มีขนาดเล็กสีขาว ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ประกอบด้วยก้านชูดอก มีลักษณะเป็นก้านแข็งรูปสามเหลี่ยม ตั้งตรง มีดอกเชิงลด ยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 3-8 เซนติเมตร มีใบประดับรองรับช่อดอก 1 ช่อดอกประกอบด้วยช่อดอกย่อย 3-10 ช่อ ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ภายในดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 3 อัน อับเรณูยาว 1 มิลลิเมตร และมีเกสรเพศเมีย 3 อัน เกสรตัวผู้มี 3 อัน อับเรณูยาวแคบ ปลายท่อรังไข่มี 3 แฉก
• ผลแห้วหมู และเมล็ด มีเปลือกแข็งรูปยาวเรียว รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม มีหน้าตัดเป็นรูป 3 เหลี่ยมขนาดยาว 1.3-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.5-0.7 มิลลิเมตร สีน้ำตาล เป็นที่สะสมอาหารประเภทแป้ง และสารสำคัญหลายชนิด เช่น alkaliods, cardiac glycoside, flavonoides, polyphenols, vitamin C, essentail oils ทำให้เกิดกลิ่นฉุนเล็กน้อย…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร ทับทิม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

สมุนไพร ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน

สมุนไพร ทับทิม

ลักษณะทั่วไปทับทิม
ทับทิมมีถิ่นกำเนิดจากตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น ทับทิมคงเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากว่าพันปีแล้ว จึงมีการปลูกแพร่กระจายออกไปทั้งในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (Sub-tropical) ของทวีปเอเชีย ยุโรป รวมทั้งในทวีปแอฟริกาด้วย โดยประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมาย ด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมีวิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณทับทิม
น้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมากสามารถลดภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
บรรเทาโรคโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
ช่วยเพิ่มพลังและความงาม
ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงและช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น
แก้ท้องเสีย แก้บิด ปิดธาตุ
แก้แผลพุพองเน่าเปื่อย ห้ามเลือด
แก้ตกขาว
แก้หิด กลาก
ช่วยในการสมานแผล
ช่วยขับพยาธิ ขับพยาธิเส้นด้าย ไส้เดือน ตัวตืด

ทับทิม เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากอุดมไปด้วยสารสกัดที่มีประโยชน์ มากมาย ซึ่งสารสกัดสำคัญที่พบในทับทิมคือ สารประกอบฟีนอลิก มีสรรพคุณในการต้านมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม ลดการอักเสบและการแพ้ ยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ รักษา อาการท้องเสีย และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นิยมบริโภคใน รูปของน้ำทับทิม ซึ่งน้ำทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด ลดระดับกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวาน จึงนับได้ว่า ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างแท้จริง…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร สมอพิเภก รวมกับสมอไทยและมะขามป้อมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและช่วยฆ่ามะเร็งได้

สมุนไพร สมอพิเภก  ประโยชน์สมอพิเภกช่วยขับปัสสาวะ ใช้เปลือก ต้น ต้มรับประทาน ขับปัสสาวะ

สมุนไพร สมอพิเภก

สมุนไพรสมอพิเภก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลัน (เชียงราย), สะคู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ซิบะดู่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), แหน แหนต้น แหนขาว (ภาคเหนือ), สมอแหน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของสมอพิเภก
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ โคนมักเป็นพูพอน เปลือกต้นสมอพิเภกจะเป็นสีเทาอมน้ำตาลหรือเป็นสีดำๆ ด่างๆ เป็นแห่งๆ ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ไปตามยาวลำต้น เปลือกในสีเหลือง เรือนยอดกลมแผ่กว้างและค่อนข้างทึบ ก่อนอ่อนและยอดอ่อนมีขนประปราย ใบสมอพิเภกเป็นชนิดเดี่ยว ติดเวียนกันเป็นกลุ่มตามปลายๆ เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบเขียวเข้มและมีขนสีน้ำตาลกระจายทั่วไป ท้องใบสีจางหรือสีเทามีขนนุ่มๆ คลุม แต่ทั้งสองด้านขนจะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่จัด ขอบใบเรียบ และขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยวิธีการปักชำและการตอนกิ่ง สามารถขึ้นได้ทั่วไปตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่สูง

การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ โดยการเพาะเมล็ด และการขยายพันธุ์โดยวิธีไม่อาศัยเพศ โดยการปักชำตอนกิ่ง ในการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเมล็ดควรเก็บประมาณช่วงเดือนมากราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมวิธีเพาะสมอพิเภกด้วยการเก็บเมล็ด เมล็ดที่เก็บใหม่ ๆ จะมีอัตราการงอกของรากสมอพิเภกประมาณ 85% เมล็ดที่เก็บไว้นานจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกลดลง
ไม้สมอพิเภกซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศไทย การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย สามารถขึ้นได้ในดินแถบทุกชนิด ดังนั้นในเรื่องพื้นที่ปลูกจึงไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับไม้ชนิดนี้ การปลูกสมอพิเภกด้วนต้นกล้านั้น สามารถย้ายต้นกล้ามาปลูกได้โดยวิธีไม่มีดินหุ้มราก ขนาดของต้นกล้าที่เหมะสมในการย้ายปลูกควรมีอายุ 6 – 7 เดือน มีความสูงประมาณ 40 ซม. ก่อนย้ายปลูกควรลิดใบและราก การย้ายต้นไม้จากแปลงเพาะไปปลูกควรย้ายในขณะอากาศชุ่มชื้น แต่ไม่ควรย้ายขณะฝนตกหนัก

 

สรรพคุณสมอพิเภก
ต้านเชื้อรา
ต้านยีสต์
ฆ่าไส้เดือน เป็นพิษต่อปลา
ต้านมาลาเรีย
แก้หืด แก้ไอ แก้หวัด
เร่งการสร้างน้ำดี รักษาดีซ่าน
ลดความดันโลหิตยับยั้งระดับโคเลสโตรอลในเลือดสูง
ยับยั้งหลอดเลือดอุดตัน
ยับยั้งเบาหวาน
ลดระดับน้ำตาลในเลือด
ยับยั้งฟันผุ ลดการอักเสบ
แก้สิว
คลายกล้ามเนื้อมดลูก
ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก
ยับยั้งการกลายพันธุ์
ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 revese transcriptase , HIV-1 Protease…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทย ส้มแขก ผลส้มแขกมีสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ความรู้สึกหิวอาหาร

สมุนไพรไทย ส้มแขก  ตำรายาพื้นบ้านใช้ส้มแขกทำเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์

สมุนไพรไทย ส้มแขก

สมุนไพรส้มแขก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อีก เช่น ชะมวงช้าง, ส้มควาย (ตรัง), อาแซกะลูโก (ยะลา), ส้มพะงุน (ปัตตานี), ส้มมะอ้น ส้มมะวน มะขามแขก (ภาคใต้) เป็นต้น โดยมีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา ซึ่งในบ้านเรานิยมปลูกมากในทางภาคใต้

ลักษณะของส้มแขก
ลักษณะของต้นส้มแขก เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มเป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของเปลือกต้นหากเป็นต้นอ่อนจะมีสีเขียว หากแก่แล้วจะมีสีน้ำตาลอมดำ เมื่อลำต้นเป็นแผลจะมียางสีเหลืองออกมา ในประเทศไทยก็เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย พบมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ลงไปถึงสิงคโปร์ ส้มแขกเป็นเพราะอาหารอินเดียและมาเลเซียหลายชนิด เช่น แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น จะใช้ส้มแขกประกอบอาหารแทนมะขามเปียก ก็เลยเรียกติดปากกันว่าส้มแขก ที่จริงส้มแขกสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย แต่คงเป็นเพราะทางภาคใต้รู้จักที่จะนำส้มแขกมาประกอบอาหารกันมาก ก็เลยปลูกกันมากกว่าที่อื่น

สรรพคุณของส้มแขก
บรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์
ช่วยลดน้ำหนัก
เป็นยาระบายอ่อนๆ
เป็นยาขับปัสสาวะ
ช่วยลดไขมันส่วนเกินได้
ช่วยแก้อาหารไอ ขับเสมหะ
ช่วยลดความดัน
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
ช่วยฟอกโลหิต
รักษานิ่ว
• ใบส้มแขก เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ใบใหญ่ผิวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนมีสีน้ำตาลอมแดง ขอบในเรียบ ปลายใบแหลม ยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร โดยใบแห้งจะมีสีน้ำตาล
• ดอกส้มแขก ออกตามปลายยอด ดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ด้านในสีแดง ด้านนอกมีสีเขียว มีเกสรเพศผู้เรียงอยู่บนฐานรองดอก ส่วนดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวแทงออกจากปลายกิ่งมีขนาดเล็กกว่าดอกเพศผู้ รังไข่มีรูปทรงกระบอก
• ผลส้มแขก ลักษณะของผลส้มแขก เป็นผลเดี่ยวคล้ายฟักทองขนาดเล็ก ผิวเรียบสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแก่ มีขนาดใกล้เคียงกับผลกระท้อน เปลือกผลเป็นร่องตามแนวขั้วไปยังปลายผล…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กระทิง นิยมปลูกต้นกระทิงเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงา

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กระทิง เนื่องจากเป็นไม้ที่เจริญเติบโตช้า ไม่ควรปลูกไว้ใกล้บริเวณอาคาร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กระทิง

มักขึ้นตามป่าใกล้ชายทะเล ในพื้นที่ที่เป็นโขดหิน จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นทรงพุ่มทึบ ไม่เป็นระเบียบ ลำต้นค่อนข้างสั้นและมักบิดแตกเป็นกิ่งใหญ่ ๆ จำนวนมากทั้งแนวนอนและแนวตั้งหรือห้อยลง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะเนื้อไม้มีลักษณะสีน้ำตาลแกมแดง เนื้อละเอียด แข็งทนทาน ใช้ทำอาคารบ้านเรือนได้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ชอบดินทรายระบายน้ำได้ดี แต่ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด หากได้รับน้ำมากพอใบจะเป็นมันสวยงาม กลีบดอกงองุ้มโค้งเข้าหากัน มีเกสรเพศผู้สีเหลือง จำนวนมาก ช่วยเน้นให้ดอกมีสีเด่นชัดเจน เมื่อใกล้โรยเกสรเพศผู้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดอก บานไม่พร้อมกัน ดอกตูมมักอยู่ที่ปลายช่อดอก เมื่อบานเต็มที่กลีบดอกจะบานแผ่โค้งออก มีกลิ่นหอมออกดอกตลอดปี ผล เป็นรูปกลมรับประทานได้ ผลอ่อนสีเขียวและเมื่อแก่สีน้ำตาล เมื่อแห้งผิวจะย่น แต่ละผลมี 1 เมล็ด เปลือก สีน้ำตาลปนเทาค่อนข้างเรียบ ทุกส่วนมียางสีเหลืองอมเขียว

สรรพคุณของกระทิง
ใบ รักษาตาแดง ตาฝ้า ตาฟาง ตามัว เป็นยาเบื่อปลา
ดอก บำรุงหัวใจ ชูกำลัง
เปลือก ชำระล้างแผล แก้คัน ยาเบื่อปลา
เมล็ด(น้ำมัน) แก้ปวดข้อ แก้เคล็ดขัดยอก บวม รักษาโรคเรื้อน
ยาง เป็นยาถ่าย ทำให้อาเจียน ยาสมานแผลและกัดฝ้า
ราก เป็นยาเบื่อปลา แก้ทราง
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ทำให้น้ำอสุจิแข็งตัว ฆ่าแมลง ต้านไวรัส ฆ่าพยาธิไส้เดือน เบื่อปลา ลดความดันโลหิต ต้านเอดส์ ฆ่าหอย กระตุ้นการทำงานของ phagocyte ต้านเชื้อแบคทีเรีย…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรพื้นบ้าน กระโดน สามารถนำมาใช้ปลูกตามสวนสาธารณะได้ โดยลักษณะของต้นเป็นทรงพุ่มกลมทึบ มีใบใหญ่

สมุนไพรพื้นบ้าน กระโดน นิยมใช้กระโดนน้ำมากกว่ากระโดนบก เนื่องจากมีรสฝาดน้อยกว่าและมีรสชาติที่อร่อยกว่า

สมุนไพรพื้นบ้าน กระโดน

ลักษณะของกระโดน
จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีลักษณะของเรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นหนาเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลดำ แตกล่อนเป็นแผ่น ต้นมีกิ่งก้านสาขามาก ส่วนเนื้อไม้เป็นสีแดงเข้มถึงสีน้ำตาลแกมแดง พบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าหญ้า และป่าแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดในช่วงฤดูฝนและวิธีการตอนกิ่ง เป็นที่นิยมมากกว่าเนื่องจากมีรสฝาดน้อยกว่าและมีรสชาติที่อร่อยกว่า โดยกระโดนจะเรียกว่าผัก สมุนไพรพื้นบ้านก็ไม่ผิดอะไร เพราะต้นกระโดนนี้ ชาวบ้านนิยมนำใบอ่อน ยอดอ่อนและดอกอ่อนมาใช้รับประทาน มีรสฝาดอมมันทานเข้ากันดีกับอาหารรสจัดจ้าน โดยทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก อาหารอิสานจำพวก ลาบ ก้อย ส้มตำ ตำมะม่วง ผักเคียงเมี่ยงมดแดง เป็นต้น

สรรพคุณของกระโดน
ดอกใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกายหลังการคลอดบุตรของสตรี (ดอก)
ผลมีรสจืดเย็น ช่วยในการย่อยอาหาร (ผล)
เปลือกต้นนำมาแช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย (เปลือกต้น)
ใบใช้รักษาแผลสด ด้วยการนำมานึ่งให้สุกแล้วใช้ปิดแผล (ใบ)
เปลือกต้นช่วยแก้อาการอักเสบจากการถูกงูไม่มีพิษกัด แต่ในกรณีที่เป็นงูมีพิษกัดยังไม่ควรนำมาใช้ และบ้างก็ว่าใช้แก้พิษงูได้ (เปลือกต้น)
ดอก
– มีรสสุขุม สรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย
– ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกายหลังการคลอดบุตรของสตรี
– ดอกและน้ำจากเปลือกสด หากนำมาผสมกับน้ำผึ้งก็เป็นยาบำรุงหลังคลอดได้เช่นกัน
– ดอกมีสรรพคุณช่วยแก้อาการหวัด แก้อาการไอ ช่วยทำให้ชุ่มคอ หรือจะใช้ดอกและน้ำจากเปลือกสดผสม

ผล
– มีรสจืดเย็น มีสรรพคุณช่วยบำรุงหลังการคลอดบุตรของสตรี
– ช่วยในการย่อยอาหาร

ใบ
– ใช้รักษาแผลสด ด้วยการนำมานึ่งให้สุกแล้วใช้ปิดแผล

เปลือกต้น
– นำมาแช่กับน้ำ ดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย
– ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร
– เป็นยาสมานแผลภายใน
– แก้อาการอักเสบจากการถูกงูไม่มีพิษกัด แต่ในกรณีที่เป็นงูมีพิษกัดยังไม่ควรนำมาใช้ ( และบ้างก็ว่าใช้แก้พิษงูได้ )

– แก้อาการอักเสบจากการถูกงูไม่มีพิษกัด แต่ในกรณีที่เป็นงูมีพิษกัดยังไม่ควรนำมาใช้ ( และบ้างก็ว่าใช้แก้พิษงูได้ )…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร โกโก้ เป็นสารอัลคาลอยด์ที่แยกได้จากเมล็ดโกโก้ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ

สมุนไพร โกโก้ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว

สมุนไพร โกโก้

ลักษณะของโกโก้
ต้นโกโก้ จัดเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก แต่มีการนำมาปลูกทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยมีผู้นำเข้ามาปลูกตามสวนทั่วไปทางภาคใต้ โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ขึ้นใต้ร่มเงาไม้ อากาศร้อน ความชื้นสูง และมีฝนตกชุก

ใบโกโก้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหรือเวียนรอบ ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย โคนใบป่องทั้งสองข้าง มีหูใบขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปใบหอก หลุดร่วงได้ง่าย

ดอกโกโก้ ดอกมีขนาดเล็กออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามลำต้นหรือกิ่งใหญ่ ๆ ที่แก่แล้ว ตรงที่ใบร่วงไป เมื่อดอกบานเต็มที่จะ ดอกเป็นสีเขียวหรือสีแดง มีขนขึ้นประปราย ดอกมีใบประดับขนาดเล็ก มีขน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ออกเรียงสลับกับกลีบเลี้ยง กลีบดอกเป็นสีขาวอมเหลืองหรือสีขาวอมชมพู กลีบดอกตอนล่างมีลักษณะเป็นกระพุ้งสอบลงมาหาโคนกลีบกลางกลีบดอกคอดเป็นเส้น โค้งออก ปลายกลีบดอกเป็นสีเหลือง แผ่ออกเป็นรูปช้อน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ กลีบเป็นสีขาวหรือสีขาวประชมพู ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน โคนก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ แยกออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกมี 5 อัน อยู่ตรงกับกลีบเลี้ยง มีลักษณะตั้งตรง ปลายเรียว โคนกว้าง ไม่มีอับเรณู สีม่วงเข้มมีขนอ่อนนุ่มสีขาว อีก 5 อัน อยู่ตรงกับกลีบดอก โค้งงอลงมาจนกระทั่งอับเรณูเข้าไปอยู่ในอุ้งกลีบดอกตอนล่าง ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อับเรณู 4 อัน ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 5 แฉก

ผลโกโก้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาว รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปรี ห้อยลงตามกิ่งและลำต้น ผิวผลแข็งขรุขระ ตามผลมีร่องตามยาวประมาณ 10 ร่อง และมีสันเป็นปุ่มป่ำ ผลเป็นสีเขียว สีเหลือง ผลเมื่อแก่จัดจะเป็นสีแดงอมเหลืองหรือสีแดงอมม่วง เรียงเป็นแถว 5 แถว ยาวตามแกนกลางของผล

เมล็ดโกโก้ ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรี เมล็ดเป็นสีน้ำตาล มีเยื่อหุ้มเมล็ดบาง ๆ รสหวาน

สรรพคุณของโกโก้
โกโก้เป็นแหล่งสำคัญของ polyphenol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ (เมล็ด)
เมล็ดมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นประสาท ช่วยบรรเทาภาวะของโรคเครียด โรคซึมเศร้า (เมล็ด)
ช่วยลดระดับไขมันในเลือด (เมล็ด)
ช่วยลดความดันโลหิต (เมล็ด)
ช่วยระดับลดน้ำตาลในเลือด (เมล็ด)
theobromine เป็นสารอัลคาลอยด์ที่แยกได้จากเมล็ดโกโก้ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ขยายหลอดเลือด นิยมใช้เมื่อมีอาการบวมเกี่ยวกับโรคหัวใจ (เมล็ด)
ช่วยป้องกันฟันผุ (เมล็ด)
theobromine มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ (เมล็ด)
ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว แก้หอบหืดคล้ายกับฤทธิ์ของ Theophylline แต่ถ้ากินเมล็ดมาก ๆ ก็อาจทำให้เสพติดได้ (เมล็ด)
ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ (เมล็ด)
ในประเทศฟิลิปปินส์จะใช้น้ำต้มจากรากโกโก้เป็นยาขับระดูของสตรี (ราก)
theobroma oil หรือ cocoa butter เป็นไขมันที่แยกออกเมื่อนำเมล็ดโกโก้มาคั่ว theobroma oil ใช้เป็นยาพื้นในการเตรียมยาเหน็บและเครื่องสำอาง (เมล็ด)

ประโยชน์ของโกโก้
เมล็ดโกโก้นิยมนำมาใช้ทำช็อกโกแลต (Chocolate) เนื่องจากมีไขมันสูงและมีสารประกอบหลายอย่างที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัวเมื่อผ่านกรรมวิธี และยังมีผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่สกัดได้เมล็ดที่คั่วแล้วด้วยตัวทำละลาย ที่เรียกว่า “โกโก้สกัด” (Cocoa extract) ที่นำมาใช้ผสมในเครื่องดื่มผงรสช็อกโกแลต ขนมอบ ไอศกรีม ลูกกวาด ทอฟฟี่ เป็นต้น[1] โดยสรุปแล้วผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ คือ เนื้อโกโก้ (cocoa liquor หรือ cocoa mass), เนยโกโก้ (cocoa butter), โกโก้ผง (cocoa powder) และช็อกโกแลต (chocolate)
เมล็ดโกโก้นำมาคั่วเอาเปลือกหุ้มเมล็ดออก บดให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันออก เนื้อโกโก้จะเกาะกันเป็นแท่ง ๆ แล้วนำมาบดให้แตกเป็นผงอีกครั้ง ใส่รวมกับแป้ง แล้วนำไปแต่งรสแต่งสีอาหาร ส่วนโกโก้ผงที่ชงกับเครื่องดื่มจะนำมาผสมกับแป้งทำขนม นอกจากนี้เมล็ดโกโก้ยังถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริมอย่างดีที่ชื่อว่า “Food of the gods” โดยการนำผลโกโก้มาหมักแล้วแยกเอาเมล็ดออก นำมาทำความสะอาดแล้วนำไปย่างไฟ เสร็จแล้วกะเทาะเปลือกออก ก็จะได้เนื้อในเมล็ดที่นำไปใช้ได้ น้ำมันโกโก้ใช้เป็นสารแต่งกลิ่นและรสของอาหาร ยา และเครื่องดื่มหลายชนิด เปลือกเมล็ดที่กะเทาะแยกออกจากใบเลี้ยง อาจนำไปบีบเอาเนยโกโก้ (Cocoa Butter) ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำครีม สบู่ โลชั่นบำรุงผิว และเครื่องสำอาง ใช้เป็นตัวยาพื้นของยาเหน็บ ขี้ผึ้ง และครีม หรือนำมาสกัด theobromine ซึ่งใช้เป็นสารกระตุ้นเช่นเดียวกับกาเฟอีนที่ได้จากกาแฟและชา…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กำลังเสือโคร่ง ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้แก่นนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม หรือจะใช้เปลือกต้น

 

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กำลังเสือโคร่ง ช่วยแก้เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการตกขาวหรือฝ้าขาวในปากได้

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน กำลังเสือโคร่ง

สมุนไพรกําลังเสือโคร่ง กับความเข้าใจแบบผิด ๆ ยังมีหลายคนที่กำลังสับสนอยู่ในชื่อของกำลังเสือโคร่งว่าแท้จริงแล้วคือชื่อของต้นไม้ชนิดนี้เป็นพันธุ์ไม้ชนิดใดกันแน่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3-4 ชนิด ที่ล้วนแล้วแต่เป็นต้นไม้คนละชนิด ต่างสกุล และแตกต่างกัน แต่มีสรรพคุณที่เหมือนกันคือ “เป็นยาบำรุงกำลัง”

กำลังเสือโคร่ง หรือ กำลังพญาเสือโคร่ง หรือ พญาเสือโคร่ง ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 20-35 เมตร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Donจัดขึ้นอยู่ในวงศ์กำลังเสือโคร่ง (BETULACEAE)
กําลังเสือโคร่ง ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ziziphus attopensis Pierre จัดอยู่ในวงศ์พุทรา (RHAMNACEAE)ในส่วนนี้จะพยายามหาข้อมูลที่ถูกต้องอ ว่าแท้จริงแล้วมันคือชนิดใดกันแน่ เพราะบางที่ก็บอกว่าเป็นไม้พุ่มสูง 7 เมตร ขอบใบเป็นฟันเลื่อย (ข้อมูลจากเว็บ rspg.or.th) แต่ข้อมูลอีกที่ก็ระบุไว้ว่าเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ขอบใบไม่เป็นฟันเลื่อย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายและบำรุงกำลังทางเพศเป็นหลัก (ข้อมูลดังกล่าวนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อมูลทั้งสองมันขัดแย้งกันอย่างมาก และได้พยายามค้นหาในเว็บไซต์ต่างประเทศ (plantillustrations.org) ก็ได้ไปเจอกับรูปนี้เข้า ที่อธิบายถึงลักษณะของต้นกำลังเสือโคร่ง ชนิด Ziziphus attopensis Pierre เมื่อสังเกตดูแล้วก็ จะเห็นว่ามันช่างคล้ายคลึงกับ ต้นกำลังเสือโคร่ง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos axillaris Colebr. ซึ่งเป็นชนิดไม้พุ่มมากเลยทีเดียว และจากรูปจะเห็นว่าขอบใบนั้นไม่ได้เป็นฟันเลื่อย จนอาจคิดไปว่าเป็นต้นไม้ต้องเป็นชนิดเดียวกัน แต่ทั้งนี้ข้อมูลจากเว็บต่างประเทศดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นพรรณไม้คนละตระกูลและคนละวงศ์กันเลย โดยระบุว่าชนิด Ziziphus attopensis Pierre นั้นจัดอยู่ในวงศ์พุทรา ส่วนชนิด Strychnos axillaris Colebr. จะจัดอยู่ในวงศ์กันเกรา

นางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย ที่มีดอกเบ่งบานสีชมพู เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus cerasoides จัดอยู่ในวงศ์กุหลาบ
กำลังเสือโคร่ง (ไม้พุ่ม) เป็นชนิดที่เรากล่าวถึงในบทความนี้ ซึ่งเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos axillaris Colebr. และจัดอยู่ในวงศ์กันเกรา

ลักษณะของกำลังเสือโคร่ง
ต้นกำลังเสือโคร่ง ที่จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาขนาดใหญ่ มีลำต้นสีเขียวอมเทาถึงสีน้ำตาล หรือว่าสีน้ำตาลอมดำ ลำต้นกลมหรือเป็นเหลี่ยม ไม่มีช่องอากาศ ลำต้นมีหนามตามง่ามใบ มีมือจับอันเดียวและมีขน สามารถพบได้ว่า ขึ้นได้ทั่วไปตามป่าดงดิบแล้ง ป่าละเมาะ และป่าโปร่งทั่ว ๆไป

ใบกำลังเสือโคร่ง ที่มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน แผ่นใบที่มีลักษณะเป็นรูปสีเหลี่ยมข้าวหลามตัดถึงค่อนข้างกลม รูปใบหอกถึงรูปไข่ โคนใบแหลมถึงตัดหรือเว้าเล็กน้อยคล้ายกับรูปหัวใจ ส่วนปลายใบแหลมหรือมนเป็นติ่ง

ดอกกำลังเสือโคร่ง ออกดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง ก้านช่อดอกสั้นหรือยาวได้ ดอกมีจำนวนมาก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ลักษณะคล้ายรูปไข่ถึงกลม ด้านนอกเกลี้ยงหรือมีขน ส่วนด้านในเกลี้ยง กลีบดอกมีสีเขียวถึงสีขาว มีกลีบ 5 กลีบ โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก หลอดยาวกว่าแฉก 2 เท่า ด้านนอกเกลี้ยงมีขนหรือเป็นตุ่มๆ ส่วนด้านในมักมีขนเป็นวงอยู่ตรงปากหลอด นอกนั้นเกลี้ยง แฉกหนา มีเกสรตัวผู้อยู่ 5 ก้าน ติดอยู่ใกล้ปากหลอด ยาวยื่นออกมาพ้นปากหลอด ก้านเกสร ส่วนอับเรณูเป็นรูปไข่ ก็มีขนแผง และมักจะมีติ่งแหลมอ่อน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มีอยู่ 2 ช่อง แต่ละช่องจะมีไข่อ่อนจำนวนมาก และยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่ม

ผลกำลังเสือโคร่ง มีลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ ผลมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเป็นสีส้มหรือแดง เปลือกผลบางเรียบ ในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด

สรรพคุณของกําลังเสือโคร่ง
แก่นกำลังเสือโคร่งใช้ต้มน้ำดื่ม มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง (แก่น)
ช่วยบำรุงร่างกาย ด้วยการใช้ลำต้นผสมกับผลพริกไทยและหัวกระเทียม แล้วนำมาต้มดื่ม (ลำต้น)
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย (แก่น)
แก่นช่วยแก้กระษัย หรือจะใช้เปลือกต้น แก่น และใบ นำมาต้มดื่ม (เปลือกต้น, แก่น, ใบ)
ช่วยแก้โลหิตเป็นพิษในการคลอดบุตร บาดทะยักปากมดลูก และสันนิบาตหน้าเพลิง (ลำต้น)
ยรักษาอาการปอดพิการ (ลำต้น)
ช่วยแก้พิษตานซาง (ลำต้น)
แก่นช่วยดับพิษไข้ (แก่น)
ช่วยแก้อาการไอ (ลำต้น)
ผลใช้เป็นยาถ่ายสำหรับเด็ก (ผล)
ช่วยขับพยาธิในท้อง (ลำต้น)
ช่วยแก้เถาดานในท้อง (ลำต้น)
ช่วยแก้ริดสีดวงในลำไส้ (ราก)
ช่วยแก้กามโรค (ลำต้น)
ช่วยแก้ปัสสาวะพิการ (แก่น)
ช่วยแก้ไตพิการ (แก่น)
ใบช่วยรักษาโรคผิวหนัง (ใบ)
รากใช้ตำพอกแก้ฝี (ราก)
ช่วยดับพิษในข้อกระดูกและเส้นเอ็น (ลำต้น)
ช่วยแก้อัมพาต (ใบ)
ช่วยแก้เส้นเอ็นพิการโดยใช้เปลือกต้น แก่น และใบ นำมาต้มดื่ม (เปลือกต้น, แก่น, ใบ)
ช่วยแก้เหน็บชา แก้เข้าข้อ โดยใช้เปลือกต้น แก่น และลำต้น นำมาต้มดื่มแก้อาการ (เปลือกต้น, แก่น, ใบ)
ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้แก่นนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม หรือจะใช้เปลือกต้น แก่น และใบ นำมาต้มดื่ม (เปลือกต้น, แก่น, ใบ)
สารสกัดใบแห้งด้วยแอลกอฮอล์ 95% ช่วยยับยั้งเชื้อหนองชนิด Staphylococcus aureus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อหนองชนิด Bacillus subtilis และ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้งเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการตกขาวหรือฝ้าขาวในปากได้ (Candida albicans)
นอกจากนี้ยังใช้ใบในการอาบลูกดอกด้วย (ใบ) (แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าอาบลูกดอกอะไร อาบลูกดอกยาพิษรึเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)…