Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทย ลูกสำรอง เป็นสมุนไทยที่ช่วยรักษาโรคเป็นอย่างดี ใครก็รู้จักกันแล้ว

สมุนไพรไทย ลูกสำรอง ช่วยป้องกันเบาหวานและลดน้ำหนัก และยังสามารถลดไขมันเลือดได้อีกด้วย เป็นสมุนที่ดีที่สุดของไทย

สมุนไพรไทย ลูกสำรอง  

ลูกสำรอง สมุนไพรสรรพคุณดี ประวัติน่าสนใจ

สำรอง เป็นสมุนไพรที่พบได้มากในภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี และในอดีต สำรองก็เคยเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี จากการพระราชทานนำไปปลูกเป็นสิริมงคลตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ปีที่ 50 ก่อนที่จังหวัดจันทบุรีจะเปลี่ยนมาใช้ต้นไม้จันทร์เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดในภายหลัง

สำรอง จัดเป็นสมุนไพรในวงศ์ Sterculiaceae จีนัส Scaphium ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสำรองคือ Scaphium scaphi-gerum (G.Don) Guib. & Planch. ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของสำรองคือ Malva nut หรือ Jelly nut แต่ในบ้านเรา สำรองมีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น พุงทลาย หมากจอง บักจอง ฮวงไต้ไฮ้ เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของลูกสำรอง

สำรองเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้น อย่างตามป่าดงดิบที่มีความชื้นสูง ลำต้นตรง สูง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ลักษณะใบสำรองเป็นรูปทรงไข่แกมขอบขนาน หรือรูปไข่แกมใบหอก ขนาดใบกว้าง 10-12 เซนติเมตร ยาว 15-25 เซนติเมตร ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกแยกเพศ มีกลีบสีเขียวอ่อน ที่กลีบเลี้ยงจะมีขนสีแดงปกคลุม ดอกสำรองจะออกช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

ลูกสำรองมีลักษณะเป็นผลแห้ง ขนาด 25×15 เซนติเมตร ผิวเหี่ยวย่น สีน้ำตาล หัวเป็นทรงรี ท้ายเป็นทรงมน ลักษณะผิวของผลเป็นผิวขรุขระ ที่ขั้วผลมีแผ่นบาง ๆ สีน้ำตาลอ่อน ลักษณะเหมือนเรือติดมากับผล ส่วนนี้นิยมเรียกว่าสำเภาของผลสำรอง ซึ่งเมื่อนำผลแห้งไปแช่น้ำ เนื้อที่หุ้มเมล็ดจะพองออก มีลักษณะคล้ายวุ้นสีน้ำตาล ที่ร่อนออกมาจากเมล็ดแบบทะลักทลาย เป็นที่มาของชื่อเรียกว่าพุงทลายนั่นเอง

ลูกสำรอง สรรพคุณไม่เป็นสองรองใคร

สรรพคุณของลูกสำรองตามสูตรของแพทย์แผนไทย นิยมใช้ลูกสำรอง ดังนี้

1. แก้เจ็บคอ-แก้ไข้

ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวานจนได้น้ำยาเข้มข้น แล้วจิบน้ำสำรองบ่อย ๆ ช่วยแก้ไข้ แก้เจ็บคอได้ดี

2. แก้ไอ-ขับเสมหะ

ใช้ลูกสำรอง 3-5 ลูก แช่ลงในน้ำ 1 แก้ว ให้วุ้นลูกสำรองออกมา จากนั้นเติมน้ำตาลกรวดลงไปเพื่อแต่งรสให้หวาน ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร ในกรณีเป็นไข้หวัด มีเสมหะด้วย ให้หาลูกสำรองมาทำน้ำสำรองอุ่น ๆ ดื่มแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้เจ็บคอ

3. แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

น้ำลูกสำรองมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้ชุ่มคอ สดชื่นขึ้นได้ง่าย ๆ ในวันที่อากาศร้อน รู้สึกร้อนไปถึงข้างในกาย ดื่มน้ำลูกสำรองก็ช่วยได้เยอะ

4. แก้ตาอักเสบ

วุ้นสำรองเป็นยาเย็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อน จึงสามารถใช้รักษาตาอักเสบได้ โดยนำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชุ่ม แล้วนำไปประคบบนตาที่อักเสบ จากนั้นวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูกสำรองบนผ้าก๊อซ เปลือกหุ้มเมล็ดเมื่อโดนน้ำจะพองตัวและซึมเข้าสู่ผ้าก๊อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอักเสบได้

5. ช่วยระบาย แก้ท้องผูก

เนื้อจากลูกสำรองเมื่อถูกน้ำแล้วจะกลายเป็นเจล และใยอาหารจากลูกสำรองยังเป็นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ จึงช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

6. ลูกสำรองช่วยลดน้ำหนัก

ด้วยคุณสมบัติการพองตัวของวุ้นลูกสำรองที่ช่วยให้อิ่มท้อง อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยระบาย ดังนั้นลูกสำรองจึงจัดเป็นสมุนไพรลดน้ำหนักชนิดหนึ่ง ที่หากต้องการลดน้ำหนักก็สามารถดื่มน้ำลูกสำรองเป็นประจำ

ที่สำคัญไฟเบอร์ในเนื้อลูกสำรองเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ จึงมีผลช่วยลดการดูดซึมไขมันในอาหาร มีสรรพคุณลดระดับไขมันในเลือดได้อีกต่างหาก

7. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

สรรพคุณของไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำมีส่วนช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ได้ เนื่องจากเจลจากลูกสำรองจะช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวในลำไส้อย่างช้า ๆ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานและส่งผลให้น้ำตาลในเลือดไม่สวิง จึงช่วยชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้

8. ลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง

ด้วยใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำที่มีอยู่ในเนื้อลูกสำรอง ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดูดซับไขมันในอาหาร มีคุณสมบัติลดระดับไขมันในเลือด ดังนั้นการรับประทานลูกสำรองจึงช่วยลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูงไม่มากก็น้อย

ข้อควรระวังในการกินลูกสำรอง

ไม่ควรทานวุ้นของลูกสำรองติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นเหตุให้เจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ได้

น้ำสำรองคนท้องกินได้ไหม

แม้จะไม่มีรายงานเกี่ยวกับโทษของน้ำสำรอง แต่การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีก็ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลทสูง แคลเซียมสูง เพื่อบำรุงครรภ์ แต่หากถามว่าคนท้องดื่มน้ำสำรองได้ไหม ก็ไม่มีข้อห้ามใด ๆ นะคะ เพียงแต่เลือกกินอาหารให้เหมาะสม และควรกินอาหารให้ร่างกายได้สารอาหารเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

สรรพคุณของลูกสำรองตามสูตรของแพทย์แผนไทย นิยมใช้ลูกสำรอง ดังนี้

แก้เจ็บคอ-แก้ไข้, แก้ไอ-ขับเสมหะ,แก้ร้อนใน กระหายน้ำ,แก้ตาอักเสบ,ช่วยระบาย แก้ท้องผูก,ลูกสำรองช่วยลดน้ำหนัก,ลูกสำรองช่วยลดน้ำหนัก,ลูกสำรองช่วยลดน้ำหนัก…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร ผักเบี้ยใหญ่ ช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาพร้อมป้องกันได้อีกสารพัดโรค แต่หลายคนไม่รู้ว่าผักเบี้ยใหญ่ที่ดูคล้ายกับวัชพืชขึ้นตามพื้นดินมีดีขนาดนี้

สมุนไพร ผักเบี้ยใหญ่  สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทยที่ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ใครมองว่าเป็นแค่วัชพืชขึ้นอยู่ริมทางคงต้องเสียดายแน่ 

สมุนไพร ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อนี้รู้จักดีหรือยัง ?
ผักเบี้ยใหญ่ ภาษาอังกฤษ คือ โพสเลน (Purslane) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portulaca oleracea Linn. ชื่อสามัญ คือ Pigweed Purslane จัดอยู่ในวงศ์ PORTULACACEAE ถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับคุณนายตื่นสาย พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อตามแต่ละพื้นที่ เช่น ผักเบี้ยดอกเหลือง, ผักตาโค้ง,ผักอีหลู, ตะก้ง, แดงสวรรค์ เป็นต้น
ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์
ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกลำต้นเตี้ย อวบน้ำ เลื้อยทอดไปตามดิน มีสีเขียวหรือม่วงแดง ปลายตั้งชูขึ้นแผ่เป็นผืนใหญ่สูงราว ๆ 5-10 เซนติเมตร
ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงกลาง มีลักษณะรูปไข่กลับ หรือคล้ายลิ้น ปลายมน โคนเรียวเล็ก ใบหนาเป็นมัน สีเขียว
ดอก : มีทั้งดอกเดี่ยว หรืออาจออกเป็นช่อแต่ไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสดก้านสั้น มีขนหรือเยื่อบาง ๆ รอบที่โคนดอก
ผล : มีลักษณะกลมรี เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาล
เมล็ด : มีลักษณะกลมหรือรูปไตสีดำเป็นเงา มีจำนวนมาก
ทั้งนี้ ผักเบี้ยใหญ่ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ มักพบตามซอกหินซอกกำแพง พื้นดิน
ทั้งนี้คนนิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มาทานเป็นผักสด ต้ม ลวก หรือทำเป็นผักสลัด ใส่ในไข่เจียว บ้างก็จิ้มกับน้ำพริก ทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม เพราะมีรสชาติออกเปรี้ยว

ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณไม่ใช่น้อย ๆ
นอกจากสารอาหารที่กล่าวมาแล้ว ผักเบี้ยใหญ่ ยังมีแร่ธาตุอีกมากมาย จึงมีสรรพคุณในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้ดี ลองไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง
ผักเบี้ยใหญ่มีคุณสมบัติในการป้องกันแสง และยังทำให้ใบหน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมทั้งแก้แพ้ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หน้าเต่งตึงไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์ พ่วงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นในต่างประเทศจึงนำสารสกัดจากผักเบี้ยไปผสมในเครื่องสำอางสำหรับผิวที่แพ้ง่าย บอบบาง เพราะมีความปลอดภัยมากกว่า

รักษาอาการทางผิวหนัง
ผักเบี้ยใหญ่มีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังต่าง ๆ

ช่วยบำรุงสมอง
เชื่อไหมว่าผักเบี้ยใหญ่มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าน้ำมันปลาเสียอีก ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ

ลดคอเลสเตอรล ป้องกันโรคหัวใจ
นอกจากผักเบี้ยใหญ่จะมีโอเมก้า 3 สูงแล้วก็ยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ดังนั้นจึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทานแล้วช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่เป็นไขมันตัวร้าย

แก้ท้องผูก รักษาริดสีดวง
ผักเบี้ยใหญ่มีเส้นใยอาหารสูงมาก อีกทั้งยังมีความเป็นเมือกลื่น เมื่อทานแล้วจะทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

แก้หวัด แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน
คนที่เป็นหวัดหรือมีเลือดออกตามไรฟันมักขาดวิตามินซี ซึ่งส่วนลำต้นของผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินซีสูงมาก การทานผักเบี้ยใหญ่จึงช่วยป้องกันรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจากการเป็นหวัด รวมทั้งรักษาอาการเหงือกบวม เลือดออกตามไรฟันได้ชะงัด

วิธีใช้คือ นำผักเบี้ยใหญ่ส่วนเหนือดิน (สด) 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกคั้นเอาน้ำ กรองเอากากทิ้ง ผสมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จิบกินแก้หวัด ระงับอาการไอ
นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่ ยังช่วยแก้ร้อนใน แก้ตัวร้อน แก้ไข้ในเด็ก รักษาโรคภูมิแพ้ บำรุงไขข้อ ทำให้ดวงตาไม่แห้ง แก้บิด ลำไส้อักเสบ แก้ท้องร่วง อีกทั้งมีสิทธิบัตรในการต้านโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเตานม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ขณะที่ในต่างประเทศก็ยังนำผักเบี้ยใหญ่ไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ เช่นกัน

สรรพคุณผักเบี้ยใหญ่ตามตำรับยา
– ใบ : แก้ไอแห้ง แก้ขัดเบา เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ตำพอกหรือทาแก้แผลอักเสบบวม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม
– ทั้งต้น : แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยห้ามเลือด
– เมล็ด : ใช้ขับพยาธิ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะได้
– น้ำคั้นของต้น : นำมาทาแก้แผลแมลงกัดต่อย หรือนำมาดื่มแก้หนองใน ปัสสาวะขัด
วิธีและขนาดที่ใช้
ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งลบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
วิธีและขนาดที่ใช้
ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งลบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
ข้อควรระวัง
– สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
– ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังในการใช้ เพราะใบสดของผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิกสูง อีกทั้งยังมีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

– คนธาตุอ่อนท้องเสียง่ายไม่ควรรับประทาน
ผักพื้นบ้านและสมุนไพรของไทย ๆ นี่ล่ะเป็นยาขนานเอกที่คนโบร่ำโบราณนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แม้ว่าสมัยนี้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจะหันไปพึ่งยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีการนำสมุนไพรไทยมาร่วมใช้บำบัดรักษาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ “ผักเบี้ยใหญ่” ของดีใกล้ตัวที่หาได้ไม่ยากเลย…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรว่านหางจะเข้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายด้าน หรืออยากจะดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อลดน้ำหนักก็ช่วยได้เหมือนกัน

สมุนไพรว่านหางจะเข้ เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่หาดื่มได้ไม่ยาก และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายอย่าง

สมุนไพรว่านหางจะเข้

ด้วยความที่ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอันดีต่อสุขภาพทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ปัจจุบันเราจึงได้เห็นว่านหางจระเข้ในรูปแบบอาหาร ยา เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มอย่างน้ำว่านหางจระเข้วางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เรียกได้ว่าสามารถซื้อน้ำว่านหางจระเข้มาดื่มกันง่าย ๆ และราคาก็ไม่แพงด้วย แต่ทั้งนี้แม้จะรู้ว่าน้ำว่านหางจระเข้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่น่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทว่ากระปุกดอทคอมก็อยากมาย้ำให้ชัด ๆ อีกทีค่ะว่า ประโยชน์ของน้ำว่านหางจระเข้มีอะไรบ้าง และสูตรน้ำว่านหางจระเข้ที่จะช่วยลดนํ้าหนักได้ ควรดื่มอย่างไร
ประโยชน์ของน้ำว่านหางจระเข้

1. เป็นยาระบาย
สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้ น้ำว่านหางจระเข้ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบายจะช่วยบรรเทาความผิดปกติที่เกิดจากระบบเหล่านี้ได้ โดยสารอาหารในว่านหางจระเข้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายของเราดีขึ้น

2. แก้ท้องอืด
การศึกษาจากนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านเผยว่า น้ำว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดในกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนได้ดี อีกทั้งส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ยังจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ลำไส้ แก้ปัญหาท้องผูกในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนได้ ซึ่งเมื่อระบบขับถ่ายของคนไข้เริ่มดีขึ้น อาการท้องอืด แน่นท้องที่เกิดเพราะลำไส้แปรปรวนก็จะลดน้อยลงตามลำดับ

น้ำว่านหางจระเข้ถือเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรไทยที่หาดื่มได้ไม่ยาก แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายด้าน หรืออยากจะดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อลดน้ำหนักก็ช่วยได้เหมือนกัน

ด้วยความที่ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอันดีต่อสุขภาพทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ปัจจุบันเราจึงได้เห็นว่านหางจระเข้ในรูปแบบอาหาร ยา เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มอย่างน้ำว่านหางจระเข้วางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เรียกได้ว่าสามารถซื้อน้ำว่านหางจระเข้มาดื่มกันง่าย ๆ และราคาก็ไม่แพงด้วย แต่ทั้งนี้แม้จะรู้ว่าน้ำว่านหางจระเข้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่น่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทว่ากระปุกดอทคอมก็อยากมาย้ำให้ชัด ๆ อีกทีค่ะว่า ประโยชน์ของน้ำว่านหางจระเข้มีอะไรบ้าง และสูตรน้ำว่านหางจระเข้ที่จะช่วยลดนํ้าหนักได้ ควรดื่มอย่างไร

 

ประโยชน์ของน้ำว่านหางจระเข้

1. เป็นยาระบาย
สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้ น้ำว่านหางจระเข้ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบายจะช่วยบรรเทาความผิดปกติที่เกิดจากระบบเหล่านี้ได้ โดยสารอาหารในว่านหางจระเข้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายของเราดีขึ้น

2. แก้ท้องอืด
การศึกษาจากนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านเผยว่า น้ำว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดในกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนได้ดี อีกทั้งส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ยังจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ลำไส้ แก้ปัญหาท้องผูกในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนได้ ซึ่งเมื่อระบบขับถ่ายของคนไข้เริ่มดีขึ้น อาการท้องอืด แน่นท้องที่เกิดเพราะลำไส้แปรปรวนก็จะลดน้อยลงตามลำดับ

 

3. บรรเทาอาการกรดไหลย้อน

น้ำว่านหางจระเข้สามารถช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกเพราะกรดไหลย้อนได้ด้วยนะคะ เนื่องจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เย็น และวุ้นของว่านหางจระเข้ก็มีส่วนช่วยจัดการกรดเกินในกระเพาะอาหารเราได้ด้วย ดังนั้นคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะลองดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อบรรเทาอาการแทนยาบ้างก็ได้

4. ล้างพิษ
สรรพคุณเด่นของว่านหางจระเข้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือสรรพคุณด้านล้างพิษ โดยมีการศึกษาจากหลายประเทศที่เห็นพ้องต้องกันว่า ตัววุ้นของว่านหางจระเข้คืออาวุธสำคัญที่ช่วยพาเอาสิ่งตกค้างหรือสารพิษที่ลอยนวลอยู่ตามลำไส้ออกไปจากร่างกายเรา และวุ้นว่านหางจระเข้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้ โพแทสเซียมที่มีอยู่ในว่านหางจระเข้ยังดีต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการคัดกรองและกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วยล่ะ

5. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
มีการศึกษาที่พบว่า น้ำว่านหางจระเข้สามารถใช้เป็นตัวช่วยลดระดับกลูโคสในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลในเลือดเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนักวิจัยได้อธิบายเหตุผลว่า ในว่านหางจระเข้มีแร่ธาตุที่ดีต่อเลือดอยู่หลายชนิด ทั้งโครเมียม แมกนีเซียม สังกะสี และแมงกานีส ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยควบคุมอินซูลินในเลือดได้ดี ทว่าการจะนำน้ำว่านหางจระเข้มาใช้เป็นยาลดน้ำตาลในเลือดอย่างจริงจังคงต้องทำการวิจัยกันต่อไปอีกในอนาคต

6. ลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบ
ด้วยคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย ทำให้มีนักวิจัยจากอินเดียนำว่านหางจระเข้ไปศึกษาเกี่ยวกับปัญหาในช่องปาก ซึ่งผลการวิจัยก็ทำให้ทราบว่า น้ำว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติช่วยลดคราบพลัคและจำนวนแบคทีเรียในช่องปาก โดยมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับน้ำยาบ้วนปากเลยทีเดียว ที่สำคัญน้ำว่านหางจระเข้ยังใช้บ้วนปากได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อีกด้วย และเมื่อแบคทีเรียและคราบพลัคในช่องปากลดจำนวนลง โอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบก็จะลดน้อยลงไปด้วยนั่นเองค่ะ

7. ลดอาการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย
นอกจากแร่ธาตุและวิตามินแล้ว ในว่านหางจระเข้ยังมีโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งถือเป็นสารที่ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกา­­­ย และเจ้าสารชนิดนี้จะเข้าไปชะลอการอักเสบและช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้การอักเสบต่าง ๆ ในร่างกายบรรเทาลงได้

8. ช่วยลดคอเลสเตอรอล ดีต่อหัวใจ
ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อให้อาสาสมัครที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ พบว่า ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัครทุกคนลดลงราว 15% อีกทั้งผลการศีกษาจากประเทศอิหร่านยังพบด้วยว่า สารในว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยป้องกันภาวะไขมันเกาะจับเส้นเลือดได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ไขมันในกระแสเลือดลดน้อยลงด้วย ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ เลือดก็จะสูบฉีดเข้าสู่หัวใจได้อย่างเป็นปกติดี ไม่มีอะไรมาขวางให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

9. ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
เห็นเป็นสมุนไพรหาง่ายแบบนี้แต่รู้ไหมว่าว่านหางจระเข้เป็นแหล่งคอลลาเจนและโปรตีนที่ดีมาก ๆ ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในการสร้างกล้ามเนื้อในคนที่ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้ออยู่แล้ว และโปรตีนในว่านหางจระเข้ยังจะช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของร่างกาย และเร่งการทำงานของระบบเผาผลาญมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักไปด้วยในตัว แต่ทั้งนี้ประโยชน์ดังกล่าวจะเห็นผลได้ชัดกับคนที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ

10. ช่วยลดน้ำหนัก
จากสรรพคุณในด้านช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด และด้วยคุณสมบัติช่วยล้างพิษ กระตุ้นการขับถ่าย จึงทำให้ว่านหางจระเข้เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ว่านหางจระเข้เองก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะเข้าไปส่งเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายให้มีความแข็งแกร่ง ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นคนที่ลดน้ำหนักอยู่จะดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อช่วยสนับสนุนภารกิจลดอ้วนของตัวเองก็ได้ ทว่าก็พยายามเลือกดื่มน้ำว่านหางจระเข้ที่หวานน้อย หรือมีปริมาณน้ำตาลไม่เยอะด้วยล่ะ

ข้อควรระวังในการดื่มน้ำว่านหางจระเข้

– ไม่ควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้ เนื่องจากการได้รับสารอะโลอิน (aloin) ที่มากเกินกว่าร่างกายจะรับไหวนั่นเอง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นหนึ่งในสารที่อยู่ในยาถ่าย และหากใช้ติดต่อกันในระยะยาวก็อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุ­­­บางชนิด โดยเฉพาะโพแทสเซียมได้ค่ะ ดังนั้นปริมาณน้ำว่านหางจระเข้ที่คนเราสามารถดื่มได้ต่อวันก็อยู่ที่ไม่เกิน 12 ช้อนโต๊ะค่ะ

– ผู้ที่มีอาการแพ้หัวหอม กระเทียม หรือเกสรทิวลิป อาจมีอาการแพ้ว่านหางจระเข้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า

– ไม่ควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้ขณะที่เป็นประจำเดือน หรือขณะที่ตั้งครรภ์

– ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำว่านหางจระเข้หากมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ริดสีดวงทวาร หรือมีการเสื่อมสภาพของตับและน้ำดี

ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่จะได้รับดีกว่านะคะ เพราะไม่อย่างนั้นแทนที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากน้ำว่านหางจระเข้ ก็อาจได้รับอันตรายจากน้ำว่านหางจระเข้แทน

สพรรคุณของสมุนไพร   ดีต่อสุขภาพทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ปัจจุบันเราจึงได้เห็นว่านหางจระเข้ในรูปแบบอาหาร ยา เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มอย่างน้ำว่านหางจระเข้วางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เรียกได้ว่าสามารถซื้อน้ำว่านหางจระเข้มาดื่มกันง่าย ๆ และราคาก็ไม่แพงด้วย แต่ทั้งนี้แม้จะรู้ว่าน้ำว่านหางจระเข้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่น่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทว่ากระปุกดอทคอมก็อยากมาย้ำให้ชัด ๆ…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรรส สะเดาขม พืชสารพัดประโยชน์ที่ทุกครัวเรือนควรมีไว้ ต้นสะเดาถือเป็นต้นไม้แห่งยา เพราะทุกส่วนของสะเดาล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น

สมุนไพรรส สะเดาขม ช่วยรักษโรคได้หลายอย่างเป็นดีสมุนไพรพื้นได้ดียอดเยี่ยมมาก

สมุนไพรรส สะเดาขม

สะเดาเป็นต้นไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยา และเป็นต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน ต้นสะเดาถือเป็นต้นไม้ที่มีอิทธิพลต่อชาวอินเดียเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านความเชื่อทางศาสนา และการรักษาโรค รวมถึงประโยชน์ใช้สอย จากหลักฐานอ้างอิงในพุทธประวัติเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน มีการบันทึกเอาไว้ว่าต้นสะเดา หรือ ต้นนิมพะเป็นต้นไม้ที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ตามพระพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้นำต้นสะเดามาใช้ประโยชน์ในเชิงรักษาโรคมากมาย อีกยังพบหลักฐานในตำราสมัยอินเดียโบราณอีกด้วยว่า มีการใช้ประโยชน์จากต้นสะเดาในเชิงการแพทย์ในหลายกรณี ด้วยเหตุนี้ ต้นสะเดาจึงกลายเป็นต้นไม้แห่งยา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีสุขภาพดีมาจนทุกวันนี้ ต้นสะเดา จัดเป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบตลอดปี มีรากที่แข็งแรงกว้างขวางและหยั่งลึก สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่ สะเดาไทย สะเดาอินเดีย และสะเดาช้าง โดยสะเดาไทยและสะเดาอินเดียเป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างสายพันธุ์กัน โดยต้นสะเดานั้นสามารถพบได้ทั่วไปตามป่าแล้งในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย โดยจะกระจายพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติตามป่าเบญจพรรณแล้งและป่าแดงทั่วประเทศ
สะเดา สรรพคุณทางยาที่หาได้จากทุกส่วน
สะเดาไทยมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ สะเดายอดเขียวและสะเดายอดแดง ซึ่งสะเดายอดเขียวจะมีความขมน้อยกว่าหรือบางต้นอาจจะขมน้อยจนได้ชื่อว่า สะเดาหวานหรือ สะเดามัน แต่สำหรับสะเดายอดแดงจะมีความขมมากกว่าและเกือบทุกส่วนของต้นสะเดาล้วนมีสรรพคุณทางยา ดังนี้
1. ใบอ่อน แก้โรคผิวหนัง ปรับสมดุลน้ำเหลือง รักษาแผลพุพอง
2. ใบแก่ บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร
3. ก้าน แก้ไข้ บำรุงน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงสุขภาพในช่องปาก
4. ดอก แก้พิษโลหิต บรรเทาอาการเลือดกำเดาไหล แก้ริดสีดวง บรรเทาอาการคันคอ บำรุงธาตุไฟ
5. ผล บำรุงหัวใจเป็นยาระบาย แก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติ
6. ผลอ่อน ช่วยเจริญอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะขัด
7. เปลือกต้น เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข บิดมูกเลือด แก้ท้องร่วง แก้กษัย หรือ โรคซูบผอมแห้งแรงน้อย ลดเสมหะ แก้อาการท้องเดิน แก้บิด มูกเลือด
8. แก่น แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไข้จับสั่น บำรุงโลหิต บำรุงธาตุไฟ
9. ราก แก้เสมหะในลำคอ แก้เสมหะที่เกาะแน่นในทรวงอก
10. ยาง ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
11. กระพี้สะเดา แก้น้ำดีพิการให้คลั่งเพ้อ แก้เพ้อคลั่ง บำรุงน้ำดี
12. เมล็ดสะเดา นำมาสกัดเป็นน้ำมันสะเดาบริสุทธิ์ ใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผม
สะเดาขึ้นชื่อว่าต้นไม้แห่งยา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า แค่สะเดาต้นเดียวก็สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของเราให้แข็งแรงได้ เห็นได้จากสรรพคุณดังนี้

1. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย
ใบสะเดาเมื่อนำมาต้มในน้ำร้อน ใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง ก็จะช่วยให้เลือดสะอาด เป็นการล้างพิษในกระแสเลือด กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

2. รักษาโรคผิวหนัง
สารเกดูนิน (Gedunin) และ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดสะเดามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัสสูง ดังนั้น จึงสามารถบรรเทาอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรียได้ผลอย่างชะงัดนัก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราตามเท้า เล็บมือ เล็บเท้า กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน (เชื้อแบคทีเรีย) หัด ลมพิษ ผดผื่นคัน หูด และอีสุกอีใส

3. แก้ไข้มาเลเรีย

สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิ และนิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ­­­

4. โรคไขข้อ
ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ โดยช่วยลดอาการปวด และบวมในข้อ ซึ่งอาจนำมาสกัดเป็นน้ำมันใช้ทาในบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้­­­อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง หรือนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

5. บำรุงธาตุ บำรุงน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร
ใบสะเดา สามารถนำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี เพิ่มปริมาณน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้นจะช่วยย่อยอาหารประเภทขมันได้ดีขึ้นด้วย

6. บำรุงสุขภาพช่องปาก
ตามตำราอายุรเวทแล้ว สะเดาเป็นพืชที่มีคุณสมบัติบำรุงเหงือกและฟัน จึงนิยมนำมาสกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป จึงช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก

7. ช่วยให้เจริญอาหาร
การที่สะเดาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำดีทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น จะทำให้เราเจริญอาหารตามไปด้วย นอกจากนี้ ความขมของสะเดาก็ยังช่วยให้เจริญอาหารด้วยเช่นกัน

8. ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และสารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง โดยไม่ก่อผลข้างเคียงใด ๆ

9. คุมกำเนิด
ตามตำราแพทย์อารยุรเวทบันทึกไว้ว่ามีการใช้น้ำมันสะเดาเพื่อคุม­­­กำเนิดในผู้หญิงและผู้ชาย โดยลักษณะวิธีใช้จะต่างกัน สำหรับผู้หญิงนั้นจะใช้น้ำมันสะเดาชุบสำลีทาบริเวณปากในช่องคลอ­­­ดเพื่อชะลอการปฏิสนธิกับไข่ โดยจะฆ่าเชื้ออสุจิให้ตายภายใน 30 วินาที ส่วนผู้ชายจะใช้ฉีดน้ำมันสะเดาบริเวณท่อนำอสุจิ เพื่อยับยั้งการปล่อยอสุจิที่จะออกฤทธิ์นานประมาณ 4 ชั่วโมง

10. บำรุงข้อต่อ
สะเดาช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกายเรา และยังช่วยบรรเทาอาการจากโรคไฟโบรไมอัลเจีย(Fibromyalgia) หรือโรคในกลุ่มอาการปวดเรื้อรังอีกด้วย

11. ป้องกันเบาหวาน
สะเดามีรสขมสามารถรักษาโรคเบาหวานได้ โดยจะยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ 50 และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหารได้อีกด้วย

12. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรค

สะเดามีฤทธิ์ดีท็อกซ์สารพิษในกระแสเลือด ทำให้มีปริมาณเลือดดีหมุนเวียนในร่างกายมากขึ้น ลดการติดเชื้อในร่างกาย ต้านโรคหวัดได้ดี

13. ลดการติดเชื้อในช่องคลอด
น้ำมันสะเดา สามารถช่วยลดการติดเชื้อราในช่องคลอดได้ แต่อาจมีผลข้างเคียงคือ หากใช้เป็นเวลานาน จะมีโอกาสตั้งท้องยากขึ้น

14. บำรุงหัวใจ
ตามตำราแพทย์พื้นบ้านระบุว่า ผลของต้นสะเดา หากนำมาต้ม ใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติขึ้น ปรับสมดุลจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หัวใจจึงแข็งแรงขึ้น

สะเดา ประโยชน์ต่อสุขภาพอันหลากหลาย
สะเดานอกจากจะมีสรรพคุณทางยาช่วยป้องกันและรักษาโรคแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อีกด้วย ดังนี้
1. ลดสิว น้ำมันสะเดาสกัดเย็นบริสุทธิ์ สามารถนำมาบำรุงผิวพรรณได้ เช่น รอยแดง ผื่นคัน สิว รอยสิว และรอยแผลเป็นจากสิว
2. รักษารังแคและอาการคันหนังศีรษะ ใช้น้ำต้มใบสะเดาล้างหลังสระผมแล้ว จะช่วยรักษารังแค กำจัดแบคทีเรียบนหนังศีรษะ แก้อาการคัน หนังศีรษะแห้งเป็นขุยได้
3. ยับยั้งเชื้อปรสิตเชื้อรา และไล่แมลงตัวเล็ก สะเดามีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อรา และยังเป็นสารฆ่าแมลงธรรมดาอีกด้วย จึงสามารถลดโรคเรื้อน และเห็บหมัด ในสัตว์เลี้ยง รวมถึงกำจัดเห็บ หมัด เหา โลน มด ไร และยุงได้
4. ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย สะเดามีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่จะช่วยฟื้นฟู และชะลอความเสื่อมต่าง ๆ ของเซลล์จากการถูกทำร้ายของสารอนุมูลอิสระ
5. ลดการอักเสบของแผล ใบสะเดามีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษจากแมลงกัดต่อย ด้วยคุณสมบัติต้านเลือดแข็งตัว ต่อต้านการอักเสบ จึงช่วยลดการติดเชื้อในบาดแผล แผลอักเสบแผลพุพอง แผลสด และแผลเปื่อยสะเดา ตัวช่วยไล่แมลงแบบปลอดสารพิษ
สะเดา ถือเป็นพืชสมุนไพรที่เด่นในเรื่องของการไล่แมลง ทำให้ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีไล่แมลงส่วนใหญ่ต้องมีสะเดาเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ

สรรพคุณของสะเดา
(ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย) ( รักษาโรคผิวหนัง ) ( แก้ไข้มาเลเรีย ) ( โรคไขข้อ ) ( บำรุงธาตุ บำรุงน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร ) (บำรุงสุขภาพช่องปาก ) ( ช่วยให้เจริญอาหาร ) ( ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง ) ( คุมกำเนิด ) ( บำรุงข้อต่อ )

 

 …

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร ดอกดาวเรือง ช่วยบำรุ้งสายตา-ผิวพรรณ และบรรเทาอาการป่าวยได้

สมุนไพร ดอกดาวเรือง สรรพคุณช่วยรักษาเกี่ยวกับสายตาและผิวพรรณ บรรเทาอาการป่วยได้ด้วย

สมุนไพร ดอกดาวเรือง

หลายคนอาจรู้จักสรรพคุณดอกดาวเรืองในด้านที่เป็นสมุนไพรช่วยบำรุงสายตา หรือบางคนอาจได้ยินว่าดอกดาวเรืองมีสรรพคุณช่วยดูแลผิวพรรณ นำสารสกัดจากดอกดาวเรืองมาแต้มสิว แก้ปัญหาริ้วรอยบนผิวพรรณได้ ทว่านอกจากดอกดาวเรืองจะมีสรรพคุณเหล่านี้แล้ว ทราบกันไหมคะว่าดอกดาวเรืองสีเหลืองสวยนี้ ยังมีสรรพคุณทางยา และประโยชน์เพื่อสุขภาพอีกเพียบเลย เอาเป็นว่าเรามารู้จักดอกดาวเรืองให้มากขึ้นกันดีกว่า
ดอกดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองสวย กับความเป็นมา
ดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้ที่คุ้นตาคนไทยมาช้านาน เพราะเป็นดอกไม้ปลูกง่าย สีสันก็สวยสดใสสะดุดตา ซึ่งนอกจากดอกดาวเรืองจะมีให้เห็นในบ้านเราแล้ว ในต่างประเทศก็รู้จักดอกดาวเรืองด้วยเช่นกันค่ะ โดยดอกดาวเรือง ภาษาอังกฤษจะเรียกกันว่า Marigold เนื่องจากดอกดาวเรืองมีสีเหลืองทอง ส่วนดอกดาวเรืองในชื่อวิทยาศาสตร์ก็จะเรียกกันว่า Tagetes erecta L. เป็นดอกไม้ในวงศ์ Asteraceae และนอกจากนี้ในบ้านเรายังมีชื่อเรียกดอกดาวเรืองต่างกันตามท้องถิ่นด้วย โดยดอกดาวเรือง ภาษาเหนือ หรือในภาคเหนือจะเรียกว่า ดอกคำปู้จู้ หรือในแถบแม่ฮ่องสอนจะเรียกดอกดาวเรืองว่า พอทู เป็นต้น ส่วนถิ่นกำเนิดของดอกดาวเรืองเริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโกและแถบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งชาวท้องถิ่นปลูกดอกดาวเรืองไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า ก่อนจะมีผู้นำไปขยายพันธุ์ในทวีปยุโรป แต่ต่อมาก็ได้ขยายพันธุ์ดอกดาวเรืองไปในประเทศต่าง ๆ เกือบทั่วโลก โดยปัจจุบันดอกดาวเรืองก็มีอยู่ด้วยกันถึง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ดาวเรืองอเมริกัน (American marigold), ดาวเรืองฝรั่งเศส (French Marigolds), ดาวเรืองนักเก็ต (Nugget Marigolds), ดาวเรืองซิกเน็ต (Signet Marigold), ดาวเรืองใบ (Foliage Marigold) นอกจากนี้ดอกดาวเรืองยังเป็นพืชเศรษฐกิจทั้งในอียิปต์ สเปน และฝรั่งเศส อีกด้วย สำหรับในไทยนั้น จะปลูกดอกดาวเรืองกันมากในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปลูกเป็นไม้ตัดดอกเพื่อการค้า ไม้กระถาง และประดับประดาสถานที่ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณจะเชื่อกันว่า การปลูกดอกดาวเรืองไว้ในบ้านจะช่วยนำเงินทองเข้ามาให้ ช่วยหนุนนำให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากดอกดาวเหลืองมีสีเหลืองทองนั่นเอง นอกจากนี้ดอกดาวเรืองยังเป็นดอกไม้ที่แข็งแกร่ง ปลูกง่าย​ โตเร็ว และทนทาน จึงมีความหมายอันเป็นมงคลซึ่งหมายถึงความมั่นคง โดยมักสื่อความหมายถึงครอบครัวใหม่ หรือทางด้านความรักด้วย ทั้งนี้นอกจากดอกดาวเรืองจะมีสีเหลืองตามสีของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แล้ว ดอกดาวเรืองยังมีความหมายอันลึกซึ้งที่แสดงถึงความรำลึกในมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ กล่าวคือ ดอกดาวเรืองมีความหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง เปรียบเหมือนพระองค์ที่ทรงนำความชื่นบาน ความเจริญมาสู่ชาติบ้านเมือง อีกทั้งพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านที่เรียบง่าย ยึดหลักพอเพียง และทรงไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ก็เปรียบเสมือนดอกดาวเรืองที่ปลูกง่าย โตเร็ว และทนทาน อวดสีเหลืองงามบานสะพรั่งได้เนิ่นนาน ไม่หวั่นแดด ลม และฝนใด ๆ ดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุก อายุไม่ถึง 1 ปี ลำต้นมีสีเขียวผิวเกลี้ยงและเป็นสัน ขึ้นแบบตั้งตรง ด้านในมีเนื้ออ่อน ความสูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร แตกกิ่งเป็นทรงพุ่มแน่น มีใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ มีใบย่อยประมาณ 11-17 ใบ ลักษณะคล้ายรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ใบยาวประมาณ 4-11 เซนติเมตร ออกดอกที่ปลายก้าน สีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ได้แก่ เหลือง ส้ม ทอง ขาว ฯลฯ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-15 เซนติเมตร มีสันเป็นทางยาว 7-13 สัน เมล็ดมีลักษณะแห้ง เป็นสีดำ โคนมนกว้างปลายเรียว
ประโยชน์ของดอกดาวเรือง สรรพคุณลือเลื่อง
บำรุงสายตา
ดอกดาวเรืองมีสารแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ชนิดหนึ่ง โดยมีส่วนประกอบเป็นโมเลกุลที่มีออกซิเจน อันได้แก่ ลูทีนและซีแซนธิน ซึ่งจัดว่าเป็นสารบำรุงสายตาจากพืชมีสี โดยทั้งสองสารนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตาได้ ช่วยกรองแสงสีฟ้า และยังเป็นสารออกซิเดชั่น ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของจอประสาทตา โดยการนำเอาสารบำรุงสายตาจากดอกดาวเรืองมาใช้ แนะนำให้นำดอกดาวเรืองไปตากแห้ง แล้วนำมาชงเป็นชาดื่ม 1 หยิบมือ ต่อน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ เท่านี้ก็จะได้รับสารบำรุงสายตาที่ซ่อนอยู่ในดอกดาวเรืองแล้ว

บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอย
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้ทำการวิจัยสารสกัดจากดอกดาวเรืองและพบว่า สารสกัดจากดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียแกรมบวกอย่าง S.aureus และ S. epidermidis ได้ดี และสารสกัดดอกดาวเรืองที่ได้ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี เนื่องจากมีกรดฟีนอลิกที่สำคัญ ได้แก่ กรดแกลลิก กรดวานิลลิก กรดคาเฟอิก กรดคูมาริก และกรดไซรินจิก ซึ่งมีประโยชน์ช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวพรรณดูอ่อนวัย อีกทั้งยังสามารถป้องกันผิวหนังจากรังสียูวีได้ดีอีกด้วย โดยเพียงแค่นำดอกดาวเรืองสดหรือนำดอกดาวเรืองไปตากแห้ง แล้วแช่ในเอทานอล อาจแช่ทิ้งไว้เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ หรือแช่ในน้ำบริสุทธิ์แล้วให้ความร้อนอย่างน้อย 15 นาที โดยใช้เตาไมโครเวฟ 15-35 นาที จะทำให้ได้สารสกัดจากดอกดาวเรืองที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ เช่น บาล์ม ยาหม่อง สเปรย์น้ำฉีดผิวหน้าและผิวกาย ให้ความชุ่มชื้น บรรเทาอาการระคายเคืองต่อผิว แก้ผื่นคัน หรือถ้านำไปผสมในครีมหรือโลชั่นทาบำรุงผิวพรรณเพื่อช่วยลดริ้วรอยก็ได้เช่นกัน
บรรเทาโรคผิวหนัง
ในดอกดาวเรืองมีสารคาเลนดูลา (Calendula) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาปัญหาผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ แผลเป็น และผิวหนังแห้งแตก โดยการนำดอกดาวเรืองมาบรรเทาและดูแลปัญหาผิวหนังเหล่านี้ ควรใช้สารสกัดจากดอกดาวเรืองที่อยู่ในรูปครีมยา น้ำมันหอมระเหย หรือโลชั่นบำรุงผิวพรรณนะคะ
รักษาสิว
สาว ๆ ที่มีปัญหาสิวจะใช้ดอกดาวเรืองแต้มสิวก็ได้เหมือนกันค่ะ แต่ควรใช้ดอกดาวเรืองที่สกัดมาเรียบร้อยแล้วนะคะ เนื่องจากสารสกัดจากดอกดาวเรืองอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มไตรเทอปีน ฟลาโวนอยด์ และซาโปนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส มีคุณสมบัติในการสมานแผล ช่วยทำความสะอาดเนื้อเยื่อ และป้องกันการติดเชื้อบนผิวหนัง ดังนั้นสาว ๆ ที่มีปัญหาสิวและผิวพรรณอักเสบ สามารถใช้สารสกัดจากดอกดาวเรืองช่วยแก้ปัญหาสิว ๆ เหล่านี้ได้ ทว่าหากใครอยากได้ฟีลแบบธรรมชาติบำบัดจริง ๆ ก็สามารถนำใบดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำใบดอกดาวเรืองไปตำแล้วเอามาพอกบริเวณที่เป็นสิว หรือจะนำใบไปต้มแล้วนำน้ำมาล้างบริเวณที่เป็นสิวก็ได้ เพราะใบดอกดาวเรืองก็มีรสชุ่มเย็น ใช้แก้ฝี แผลพุพอง ตุ่มมีหนอง และอาการบวม อาการอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุได้
แก้ร้อนใน
ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และแก้ปัญหาผิวหนังแตกแห้ง รวมทั้งฤทธิ์ต้านอาการอักเสบที่มีอยู่ในดอกดาวเรือง จึงทำให้ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้รักษาอาการร้อนในได้ โดยการใช้ก็เพียงแค่นำดอกดาวเรืองไปตากแห้งแล้วมาชงเป็นชาดื่ม จะช่วยลดความร้อนในร่างกายและทำให้อาการร้อนในลดลงได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำชาจากดอกดาวเรืองมาบ้วนปากเป็นประจำเพื่อร­­­ักษาแผลร้อนในได้อีกด้วยค่ะ
แก้ปวดฟัน ดอกดาวเรืองที่เราคุ้นเคยชนิดนี้มีดีมากกว่าแค่เพียงไว้ใช้ประดับให้สวยงามเท่านั้น เพราะถ้าหากนำดอกแห้ง 7-8 ดอกไปต้มกับน้ำในปริมาณที่พอเหมาะแล้วจิบทั้งวัน ก็สามารถลดอาการปวดฟันได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด อีกทั้งยังสามารถขับร้อนในร่างกายได้อีกด้วย

สรรพคุณของสมุนไพร
สมุนไพรทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นดอกดาวเรืองหรือสมุนไพรชนิดอื่น ๆ หากใช้อย่างเหมาะสมและถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ถือเป็นการรักษาโรค และวิธีบรรเทาปัญหาสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าลอง…

Categories
สมุนไพร

กระชายดำ เป็นสมุนไพรไทยที่โดดเด่น เรื่องสรรพคุณเลิศกว่าเพิ่มความฟิตปั๋งเพิ่มฮอร์โมนเพศและยังรักษาโรคต่าง ๆ อีกสารพัดด้วย

กระชายดำ เป็นสมุนไพรไทยที่โดดเด่น สรรพคุณดีมากใช้รักษาโรคต่างๆได้ เป็นสมุนไพรรสขมเผ็ดร้อน

กระชายดำ เป็นสมุนไพรไทยที่โดดเด่น

ถ้าพูดถึงสมุนไพรช่วยกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ นอกจากโสมเกาหลีแล้วยังมีกระชายดำหรืออาจเรียกว่า โสมไทยก็ได้ เพราะมีสรรพคุณคล้ายคลึงกับโสมมาก แถมราคาก็ถูกกว่ามากด้วย แต่นอกจากสรรพคุณช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศหรือช่วยเรื่องฮอร์โมนแล้ว กระชายดำยังช่วยรักษาโรคและมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย กระชายดำ อยู่ในวงศ์เดียวกับ ขิง เนื่องจากมีเหง้าคล้ายขิง มีชื่อที่คุ้นเคยว่า โสมไทย หรือโสมกระชายดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Black Ginger คนภาคเหนือเรียกว่า กะแอน ระแอน ว่านกั้นบัง ว่านกำบัง ว่านกำบังภัย ว่านจังงัง ว่านพญานกยูง ถ้าเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดมหาสารคามเรียกว่า ขิงทราย

ใบเดี่ยวรูปรีหรือรูปไข่ของกระชายดำจะแทงก้านขึ้นมาจากหัวใต้ดินสีเขียวสด ขนาดใบกว้าง 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลักษณะปลายใบแหลม ขอบใบหยักตามเส้นใบ ผิวใบเป็นร่องคลื่นตามแนวเส้นใบ ส่วนโคนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น และขอบก้านใบมีสีแดงอ่อน กลางก้านเป็นร่องลึก ดอกออกเป็นช่อแทรกขึ้นมาบริเวณซอกก้านใบ ช่อละหนึ่งดอก ดอกมีสีชมพูอ่อน ริมปากดอกสีขาว ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร กลีบดอกที่ส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร เกสรตัวผู้จะเหมือนกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อ เกสรตัวเมียมีขนาดยาวเล็ก ยอดเป็นรูปปากแตรไม่มีขน เหง้าเป็นรูปทรงกลมเรียงต่อกันเป็นปุ่มปม ส่วนใหญ่มีขนาดเท่ากัน มีหลายเหง้าและอวบน้ำ ผิวเหง้ามีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ถ้าพบรอยที่ผิวเหง้านั่นเป็นบริเวณที่จะงอกของต้นใหม่ ส่วนเนื้อภายในของเหง้ามีสีม่วงอ่อน สีม่วงเข้ม ไปจนถึงสีม่วงดำ เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสชาติขมเล็กน้อย    กระชายดำเป็นพืชชอบสถานที่ร่ม ๆ ปลูกในดินร่วนซุยหรือเป็นดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ยิ่งอากาศหนาวเย็นยิ่งเจริญเติบโตดี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแบ่งเหง้าออกมาปลูก ปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าอยากได้หัวหรือเหง้ามีคุณภาพต้องปลูกและเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล คือปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เหง้า ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้บิด แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด ช่วยรักษาอาการโรคกระเพาะจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์พบว่า กระชายมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบเทียบได้กับยาหลายชนิด เช่น แอสไพริน อินโดเมธาซิน และเพรดนิซิโลน        ช่วยระบบการไหลเวียนเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โดยมีงานวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า เมื่อหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เป็นโรคหลอดเลือสมองอุดตัน กินกระชายดำขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สามารถลดอาการอ่อนแรงซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติทางระบบประสาทลดน้อยลง และยังลดปริมาณเนื้อตายของสมองที่เกิดจากการขาดเลือดได้

– มีสรรพคุณแก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล

– รักษาโรคปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามร่างกาย

– รักษาโรคภูมิแพ้ ขับพิษต่าง ๆ ในร่างกาย

– มีฤทธิ์ในการช่วยรักษาเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคผิวหนัง

– บำรุงกำลัง เสริมสมรรถภาพกล้ามเนื้อของนักกีฬา

 

สรรพคุณของ”กระชายดำ” กับการรักษาโรค
  • แก้โรคในปาก เช่น ปากเป็นแผล , ปากเปื่อย
  • รักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยขับพิษต่างๆ ในร่างกาย
  • รักษาโรคปวดข้อ เช่น ปวดหลัง , ปวดเมื่อตามร่างกาย
  • บำรุงกำลัง ช่วยเสริมสมรรถภาพกล้ามเนื้อของนักกีฬา
  • ออกฤทธิ์ช่วยในการกำจัดเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคผิวหนัง
Categories
สมุนไพร

มะขามป้อม เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก แก้ไอได้ดี

มะขามป้อม นอกจากจะช่วยแก้ไอแล้ว ยังสามารถแก้ปวดฟันและแก้หวัดได้ สรรพคุณเยอะมากมายเลย!!!

มะขามป้อม  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica Linn. จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับมะยม คือ ตระกูล Phyllanthus L. ปกติแล้วจะปลูกขึ้นในเอเชียเขตร้อน จึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย โดยมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คือ ( ต้น; เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-12 เมตร ลำต้นมีลักษณะคดงอ ไม่ตรง ) ( เปลือก : เปลือกนอกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเทา ส่วนเปลือกในเป็นสีชมพูสด ) ( ใบ : ใบเป็นช่อ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวเรียงสลับ ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน ขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน เรียงชิดติดกันบนก้านใบ ) ( ดอก : มีดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อนเล็ก ๆ รวมอยู่บนกิ่งเดียวกัน โดยจะออกดอกประมาณเดือนกันยายน ) ( ผล : มีผลกลม เนื้อหนา สีเขียว ถ้าเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน ถ้าเป็นผลแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง ค่อนข้างใส ออกน้ำตาลนิด ๆ สามารถกินได้ มีรสฝาด เปรี้ยว ขม และอมหวาน โดยจะออกผลประมาณเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ )

มะขามป้อม

มะขามป้อม สรรพคุณอู้ฟู่
ผล : นำมาทานหรือคั้นเป็นน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย แก้กระหาย แก้หวัด แก้ไอ ช่วยละลายเสมหะ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคบิด ช่วยรักษาเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย เป็นยาถ่ายพยาธิ และใช้ล้างตาแก้ตาแดงได้
เมล็ด : นำมาชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด แก้อาหารคลื่นไส้ อาเจียน โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ และนำมาล้างตา ช่วยรักษาโรคตาต่างได้ อีกทั้งถ้าบีบเอาน้ำมันจากเมล็ดมาทาศีรษะสามารถช่วยให้เส้นผมดกดำขึ้นได้
เปลือก : นำมาต้มน้ำทานแก้โรคบิดและช่วยรักษาอาการฟกช้ำได้
ก้าน : นำมาต้มน้ำแล้วนำไปอมช่วยแก้อาการปวดฟัน แก้ไอ แก้ปวดท้องน้อย และแก้ปวดเมื่อยตามกระดูกได้
ใบ : นำมาต้มอาบ ช่วยลดไข้ได้
ดอก : ใช้เข้าเครื่องยา ทำเป็นยาเย็นและยาระบายได้
ยาง : นำมาทานช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ และนำไปหยอดตาแก้อาการตาอักเสบได้
ราก : สามารถนำมาทานแก้ท้องเสีย แก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน กินเป็นยาลดไข้ ช่วยฟอกเลือด และช่วยลดความดันเลือดลงได้

มะขามป้อม ประโยชน์เหลือเฟือ
1. อุดมไปด้วยสารอาหารและเป็นแหล่งของวิตามินซี แต่หารู้ไม่ว่าผลไม้อย่างมะขามป้อมนั้นมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึงเท่าตัว แถมในมะขามป้อมยังมีสารแทนนินและโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารป้องกันการสลายตัวของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นานอีกด้วย และยังไม่พอแค่นั้นค่ะ เพราะมะขามป้อมยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่น
2. ดับกระหาย พียงแค่ทานผลมะขามป้อมสด ๆ ก็ช่วยแก้และลดอาการกระหายน้ำได้ โดยไม่ต้องนำไปทำเป็นน้ำผลไม้เลยค่ะ เพราะเมื่อเรากัดมะขามป้อม น้ำมะขามป้อมที่ซึมออกมาจะช่วยแก้อาการคอแห้งได้ แล้วยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำเปล่าตามหลังไปอีกสักหน่อย ก็จะยิ่งทำให้ความรู้สึกกระหายดีขึ้นเยอะเลยล่ะ
3. แก้ไอ เจ็บคอ ลดเสมหะ แก้หวัด มะขามป้อม แทบทุกคนคงจะต้องบอกว่าช่วยแก้ไอ แก้หวัด ละลายเสมหะ รักษาอาการเจ็บคอแน่นอน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารกลุ่มแทนนิน แถมรสเปรี้ยวของมะขามป้อมยังช่วยละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดี
4. แก้ไข้ สารแทนนินและวิตามินซีที่มีอยู่ในมะขามป้อม เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย
5. แก้ปวดฟัน รู้ไหมคะว่าการทานมะขามป้อมหรือนำปมก้านมะขามป้อมมาต้มกับน้ำ แล้วใช้อมหรือบ้วนปาก สามารถเบาเทาและป้องกันอาการปวดฟันได้ เนื่องจากในมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมากนั่นเอง

 

มะขามป้อม

สรรพคุณของมะขามป้อม
แน่นอนว่ามะขามป้อมสามารถนำมาทำเป็นของอร่อย ๆ ได้มากมายเลย ทั้งมะขามป้อมแปรรูป มะขามป้อมแช่อิ่ม น้ำพริกมะขามป้อม หรือทำเป็นยาแก้ไอมะขามป้อมก็ยังได้ ส่วนใครที่อยากจะทำน้ำมะขามป้อมง่าย ๆ…