Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบยี่หร่า เป็นสมุนไพรที่ใครก็รู้จักเป็นอย่างดีและนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารกันอีกด้วย

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบยี่หร่า ใครที่ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของยี่หร่า ก็ไม่ควรพลาดที่จะศึกษากัน

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบยี่หร่า

สมุนไพรไทยโบราณ ใบยี่หร่า ที่มีชื่อตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น (กรุงเทพมหานคร), จันทร์หอม เนียม (เชียงใหม่), จันทร์ขี้ไก่ เนียมต้น (แม่ฮ่องสอน), สะหลีดี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หอมป้อม (ภาคเหนือ), โหระพาช้าง กะเพราควาย (ภาคกลาง), หร่า (ภาคใต้) เป็นต้น

มาทำความเข้าใจกัน หากที่ใครพูดถึงใบยี่หร่า ตามหลักพจนานุกรมสัตว์และพืชในเมืองเมืองไทย (วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม) ได้ระบุไว้ว่า ใบยี่หร่าจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด

ชนิดแรกก็คือ ยี่หร่าชนิดที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “เทียนขาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cuminum cyminum  และจัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE)ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศอินเดีย และประเทศจีน ใบยี่หร่าชนิดนี้ก็คือผลแห้งที่เรานำมาใช้เป็นเครื่องเทศและยาหอม ไม่ใช่ยี่หร่าที่กินใบ

ชนิดที่สอง ยี่หร่าชนิดที่มีชื่อไทยหลายชื่อ เช่น จันทร์หอม เนียมต้น เนียม กะเพราญวน โหระพาช้าง เป็นต้น ซึ่งชื่อภาษาอังกฤษก็คือ Shrubby basil โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum gratissimum และจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา ซึ่งเป็นยี่หร่าแบบกินใบที่เรานิยมนำมาผัดรับประทานกัน ซึ่งในบทความนี้เราจะพูดถึงยี่หร่าชนิดนี้กัน

ลักษณะของใบยี่หร่า
ต้นของใบยี่หร่า เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ  ลำต้นมีสีน้ำตาลแก่ แตกกิ่งก้านออกขนาดเล็ก กิ่งก้านไม่ใหญ่มาก ในช่วงปีแรกและปีที่สองจึงทำให้ออกดอกออกผล และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและมีความชื้นปานกลางในสภาพกลางแจ้งได้

ใบยี่หร่า เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะเป็นรูปกลมรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบสีเขียวสด ผิวใบสากมือ ใบยี่หร่ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสร้อน จึงช่วยดับกลิ่นคาวจากอาหารที่จำพวกเป็นเนื้อสัตว์เนื้อปลาได้เป็นอย่างดี

ผลของใบยี่หร่า หรือ เมล็ดของใบยี่หร่า มีลักษณะเป็นรูปกลมรี แต่ละผลมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อยังอ่อนก็จะกลายเป็นสีเขียว แต่พอสุกหรือแก่ก็จะกลายเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อนนั้นเอง ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งผลที่ได้นิยมนำมาตากแห้งหรือนำไปอบแห้ง เพื่อใช้ทำเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารเพื่อช่วยเพิ่มความหอมให้อาหารน่ารับกินมากขึ้นกว่าเดิม และยังช่วยดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณของใบยี่หร่า
ที่สามารถช่วยยับยั้งหรือช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้ (ใบ)
ช่วยในการบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)
ใบยี่หร่าอุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุแคลเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยขับเหงื่อซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย (ใบ)
ใบยี่หร่ามีสรรพคุณช่วยแก้อาการคลื่นไส้ ด้วยการใช้ใบนำมาชงเป็นชาดื่มจนกว่าจะหาย (ใบ)
ช่วยแก้โรคเบื่ออาหาร (ใบ)
ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร (ต้น, รากแห้ง)
ช่วยแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย (ใบ)
ต้นยี่หร่ามีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการปวดท้อง (ใบ, ต้น, รากแห้ง)
ช่วยในการขับลมในลำไส้ (ใบ, ต้น, รากแห้ง)
น้ำมันหอมระเหยจากยี่หร่ามีฤทธิ์ช่วยระงับอาการหดเกร็งของไส้ (น้ำมันหอมระเหย)
ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 3-5 กรัมนำมาชงกับน้ำเดือดประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้สักระยะแล้วจึงนำมาดื่มวันละ 3-4 ถ้วยตวง (ผล)
ยี่หร่ายังมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนในสตรีได้ (ใบ)

ประโยชน์ของใบยี่หร่า
ใบใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารบางชนิด เช่น แกง ซุป ต้มยำ เป็นต้น และยังช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ๆได้เป็นอย่างดี
อาหารไทยบางชนิดนิยมใช้ใบยี่หร่าเป็นอย่างมาก ช่วยในการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ด้วยการคั่วเมล็ดมาโขลกผสมกับเครื่องแกง ทำเป็นแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงกะหรี่ เป็นต้น
เมล็ดช่วยในการถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ด้วยการนำมาป่นหรือตำผสมในเนื้อสัตว์เวลาหมัก เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยนั้นมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ จึงช่วยป้องกันอาหารไม่ให้เกิดการบูดเน่าเสียเร็วขึ้น และยังช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับของเนื้อสัตว์เวลาหมักก่อนนำไปตากแห้งอีกด้วย
น้ำมันยี่หร่า (Caraway oil) นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นอาหาร ยังนำมาใช้แต่งกลิ่นสบู่ได้อีกด้วย…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร ชาเขียว ที่เป็นเครื่องดื่มมีความนิยมมากที่สุด หลายๆคนยังไม่รู้ว่ามีผลดีและผลเสียอย่างไรบ้าง

สมุนไพร ชาเขียว ถ้าเป็นชาเขียวของญี่ปุ่นจะให้กลิ่นเขียวสดค่อนข้างมาก

สมุนไพร ชาเขียว

“ชา” เป็นเครื่องดื่มที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันการผลิต “ชาเขียว” ในรูปแบบของการเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูปก็มีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย ทำให้สะดวกต่อการบริโภค และด้วยรสชาติที่อร่อย จึงทำให้รู้สึกสดชื่นได้ รวมไปถึงการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ชาเขียว หรือมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสรรพคุณของการดื่มชาเขียวที่มีต่อร่างกายมากมาย

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาคือจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนของการหมักเลย เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบาๆ ก่อนแห้ง หรือนำไปอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ทุกวัน และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว” และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมักใดๆเลย จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอล (Phenolic compound) หลงเหลืออยู่มากกว่าในอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%

ชาเขียวที่มีคุณภาพจะได้จากใบชาคู่ที่หนึ่งและใบชาคู่ที่สองที่เก็บจากยอด (ชาวจีนเรียกว่า “บู๋อี๋”) ส่วนใบชาคู่ที่สามและสี่จากยอดจะให้ชาชั้นสอง (ชาวจีนเรียกว่า “อันเคย”) ส่วนใบชาคู่ที่ห้าและหกจากปลายยอดจะเป็นชาชั้นเลว (ชาวจีนเรียกว่า “ล่ำก๋อง”) สำหรับสี กลิ่น และรสชาติของชานั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเทชินที่มีอยู่ในชา โดยฤดูการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จะมีผลต่อระดับของสารคาเทชิน ซึ่งในใบชาฤดูใบไม้ผลิจะมีสารคาเทชินประมาณ 12-13% ในขณะที่ชาในฤดูร้อนจะมีสารคาเทชินประมาณ 13-14% (ใบชาอ่อนจะมีสารคาเทชินมากกว่าใบชาแก่)

สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วย กรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ กาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน (catechins) โดยเราสามารถแยกสารคาเทชินออกได้เป็น 5 ชนิด คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) โดยคาเทชินที่พบได้มากและมีฤทธิ์ทรงพลังที่สุดในชาเขียว คือ สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (epigallocatechin gallate – EGCG) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ลักษณะของสีน้ำชา ถ้าชงชาจากใบชาก็จะให้น้ำชาออกสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีเขียวอ่อน (ถ้าเป็นชาเขียวผง หรือชามัตฉะ จะให้น้ำชาสีเขียวสด) ส่วนกลิ่นของน้ำชานั้น ถ้าเป็นชาเขียวของจีนจะให้กลิ่นชาเขียวแบบสดชื่น มีกลิ่นคล้ายกลิ่นถั่วปนอยู่ แต่ถ้าเป็นชาเขียวของญี่ปุ่นจะให้กลิ่นเขียวสดค่อนข้างมาก มีกลิ่นของสาหร่าย และอาจมีกลิ่นคล้ายกับโชยุปนอยู่อีกด้วย

สรรพคุณของชาเขียว
ชาเขียวถูกนำมาใช้ในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า ซึ่งในประเทศจีนมีการใช้ชาเขียวเป็นยามามากกว่า 4,000 ปีแล้ว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร
แก้เมาเหล้า ทำให้สร่างเมา
ช่วยแก้หวัด แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ ขับสารพิษตกค้าง
ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ สงบประสาท ระบายความร้อนจากศีรษะและเบ้าตา ทำให้สดชื่น ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน และช่วยทำให้หายใจสดชื่น
ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ระบายความร้อนออกจากปอด และช่วยขับเสมหะ
ช่วยแก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย
ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงสามารถช่วยล้างสารพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้
ช่วยป้องกันตับจากพิษและโรคอื่น ๆ
ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ต้านเชื้อ Botulinus และเชื้อ Staphylococcus
ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต
ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลช้าลง
ใช้เป็นยาพอกรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ไฟไหม้ ฝีหนอง ช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน ผิวร้อนแห้ง แมลงสัตว์กัดต่อย และยังใช้เป็นยากันยุงได้อีกด้วย
ชาเขียวสามารถช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก (Rheumatic arthritis) ซึ่งมีอาการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ ที่มักเกิดกับสตรีวัยกลางคน
นายมานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย์แผนจีน ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาเขียวว่า การนำชาเขียวมาใช้ควบคู่กับพืชสมุนไพรชนิดอื่น ๆ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีดังต่อไปนี้ คือ
ใช้ชาเขียวร่วมกับขึ้นฉ่าย จะช่วยลดความดันโลหิต
ใช้ชาเขียวร่วมกับไส้หมาก จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ใช้ชาเขียวร่วมกับหนวดข้าวโพด จะช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดอาการบวมน้ำ
ใช้ชาเขียวร่วมกับตะไคร้ จะช่วยขับไขมันในเส้นเลือด
ใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดเก๋ากี้ จะช่วยลดความอ้วน แก้ตาฟาง
ใช้ชาเขียวร่วมกับใบหม่อน จะช่วยป้องกันโรคหวัด ลดไขมันในเส้นเลือดได้ดี
ใช้ชาเขียวร่วมกับหัวต้นหอม จะช่วยแก้ไข้หวัดและช่วยขับเหงื่อ
ใช้ชาเขียวร่วมกับดอกเก๊กฮวยสีเหลือง จะช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ตาลาย
ใช้ชาเขียวร่วมกับเนื้อลำไยแห้ง จะช่วยบำรุงสมอง และเสริมสร้างความจำ
ใช้ชาเขียวร่วมกับโสมอเมริกา ทำให้สดชื่น แก้คอแห้ง และช่วยบำรุงหัวใจ
ใช้ชาเขียวร่วมกับบ๊วยเค็ม จะช่วยบรรเทาอาการคอแห้ง แสบคอ เสียงแหบ
ใช้ชาเขียวร่วมกับขิงสด จะช่วยรักษาอาการอาหารเป็นพิษและจุกลม
ใช้ชาเขียวร่วมกับลูกเดือย จะช่วยลดอาการบวมน้ำ ตกขาว มดลูกอักเสบ
ใช้ชาเขียวร่วมกับน้ำตาลกลูโคส จะช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบ
ใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดบัว จะช่วยบรรเทาอาการฝันเปียก และยับยั้งการหลั่งเร็วของสุภาพบุรุษ

ประโยชน์ของชาเขียว
สาร epigallocatechin gallate (EGCG) ที่พบได้มากในชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการขับสารพิษในร่างกายของส่วนต่างๆ สามารถกวาดล้างอนุมูลอิสระที่เป็นตัวกัดกร่อน DNA ในกระแสเลือดลงได้ จึงส่งผลในการช่วยในการป้องกันความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย จนมีสุภาษิตจีนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ขาดอาหารสามวันยังดีเสียกว่า ขาดชาเพียงวันเดียว” และชาเขียวยังมีประโยชน์อย่างมากมายที่สำหรับผู้อยู่ในภาวะเครียดจากการทำงานสูง และผู้ที่อยู่ในโปรแกรมการกำจัดไขมันหรือลดน้ำหนักดังจะได้กล่าวในข้อถัดไป
มีการพิสูจน์แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวจะสามารถช่วยชะลอความแก่ชราและช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้อีกด้วย
ถึงแม้ว่าในอาหารอื่นๆ จะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินบี เบต้าแคโรทีน แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่าคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของโพลีฟีนอลในชาเขียวจะมากกว่าหลายเท่า
การดื่มชาเขียวนอกจากจะดื่มเพื่อแก้กระหายแล้ว ในชาเขียวยังมีกาเฟอีน (Caffeine) และธิโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ช่วยแก้อาการง่วงนอนและทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย กาเฟอีนยังช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ เพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย เพิ่มความดันโลหิต ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย และยังมีสารจำพวก alcohol และ aldehyde ที่มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนได้ว่าการดื่มชาเขียวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันได้ จึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย และยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ และยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) เพิ่มไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นการดื่มชาเขียวจึงสามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยมีรายงานการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 9 ถ้วย สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้เฉลี่ย 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1999 นักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่ดื่มกาเฟอีนและชาเขียว จะมีอัตราการเผาผลาญแคลอรีมากกว่าคนที่ได้รับกาเฟอีนเพียงอย่างเดียว ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งได้พบว่า คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง เมื่อเสริมด้วยชาสกัดจากชาเขียวและชาดำ เป็นเวลานาน 3 เดือน จะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลงถึง 16% แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลการวิจัยโดยใช้แต่สารสกัดจากชาเขียว ไม่พบว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าการเติมชาดำเข้าไปจะทำให้ผลวิจัยประสบความสำเร็จ…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทย กระบก เป็นแหล่งอุดมของแคลเซียมและเหล็กชั้นดี จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรไทย กระบก ใช้รับประทานเป็นผักหรือรับประทานกับลาบ
นอกจากจะเป็นอาหารคนแล้ว

สมุนไพรไทย กระบก

มุนไพรกระบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะลื่น หมักลื่น (สุโขทัย, นครราชสีมา), ซะอัง (ตราด), หลักกาย (ส่วน-สุรินทร์), มื่น มะมื่น (ภาคเหนือ), บก หมากบก หมากกระบก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กะบก กระบก จะบก ตระบก (ภาคกลาง), จำเมาะ (เขมร) ไม้มื่น (ขมุ), เปรียวด้องเดี๋ยง (เมี่ยน), สือมั่วลื้อ(ม้ง) เป็นต้น

ลักษณะของกระบก
ต้นกระบก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ทรงเรือนยอดเป็นพุ่มแน่นทึบ มีความสูงของต้นประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นเปลา เปลือกต้นมีสีเทาอ่อนปนสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ โคนต้นมักขึ้นเป็นพูพอน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด ในที่กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าหญ้า และป่าแดง และยังจัดเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย
ใบกระบก มีใบเป็นใบเดี่ยวติดเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีแกมรูปขอบขนานจนถึงรูปใบหอก ใบกว้างประมาณ 2-9 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร เนื้อใบหนาเกลี้ยงทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ โคนใบมนแหลมหรือเว้าเล็กน้อย สอบเรียวไปทางปลายใบ ปลายใบแหลมทู่ ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 8-14 คู่ และมักมีเส้นแขนงปลอมแซมระหว่างกลาง เส้นใบย่อยเป็นแบบขั้นบันได เห็นได้ชัดจากด้านท้องใบ เมื่อใบแห้งจะเห็นเส้นร่างแหชัดทั้งสองด้าน ปลายใบเป็นติ่งมน มีหูใบ หูใบมีลักษณะพิเศษคือ ม้วนหุ้มยอด เรียวแหลม โค้งเล็กน้อยลักษณะเป็นรูปดาบ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
ดอกกระบก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีสีเขียวอมเขียวอ่อน มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้อยู่ 10 อันและจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม
ผลกระบก หรือ ลูกกระบก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี หรือค่อนข้างเป็นรูปไข่ ลักษณะแบนเล็กน้อย คล้ายกับผลมะม่วงขนาดเล็ก โดยผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ในผลมีเมล็ดและมีเนื้อหุ้มเมล็ดเละ ๆ เหมือนมะม่วง ในผลกระบกมีเมล็ด
เมล็ดกระบก หรือ เม็ดกระบก เมล็ดโตเป็นรูปไข่ เป็นเมล็ดเดี่ยว มีเปลือกแข็ง เนื้อในเมล็ดมีสีขาวอัดแน่นอยู่ (ลักษณะเป็นเนื้อแป้ง) และมีน้ำมัน มักติดผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของกระบก
น้ำมันเมล็ดกระบกช่วยบำรุงสมอง (น้ำมันจากเมล็ด)
เนื้อไม้ช่วยทำให้เจริญอาหาร (เนื้อไม้)
ช่วยบำรุงหัวใจ (น้ำมันจากเมล็ด)
ช่วยรักษาริดสีดวงจมูก (น้ำมันจากเมล็ด)
ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด (น้ำมันจากเมล็ด)
ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย (เมล็ด)
ลูกกระบกใช้เป็นยาระบาย ด้วยการใช้ผลกระบกอ่อนประมาณ 1 กำมือ นำมาตมผสมกับพริกเกลือ แล้วใช้รับประทานสัปดาห์ละครั้ง (หากใช้เยอะมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย) (ผล)
ช่วยฆ่าพยาธิในท้อง (เนื้อในเมล็ด) ช่วยขับพยาธิในเด็ก (เนื้อไม้) สามารถใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ หากเป็นคนให้ใช้ผลกระบกไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไปประมาณ 3 ลูก ตำผสมกับน้ำซาวข้าว 1 ถ้วยตาไก่ขนาดกลาง แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่มกินก่อนนอนวันละครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน ส่วนถ้าเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขที่เป็นขี้เรื้อน ก็ให้ใช้สูตรเดียวกับคน แต่ให้เพิ่มปริมาณของผลกระบกเป็นเท่าตัว ใช้กินไม่เกินสามวันหายขาด (ผล)
ช่วยบำรุงไต (เนื้อในเมล็ด)
ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง (ใบ)
เนื้อในเมล็ดมีรสร้อน ช่วยบำรุงเส้นเอ็น แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงไขข้อกระดูก แก้ข้อขัดได้ (เนื้อในเมล็ด

ประโยชน์ของกระบก
ต้นกระบกมีประโยชน์ในด้านภูมิสถาปัตย์ เหมาะสำหรับใช้ปลูกเป็นกลุ่มในพื้นที่โล่ง ๆ ตามสวนสาธารณะต่าง ๆ สวนรุกขชาติ หรือในสวนสัตว์เปิด ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าได้
ไม้กระบกเป็นไม้เนื้อแข็งและหนัก มีเสี้ยนตรงแข็งมาก ไม่แตกแยกเมื่อแห้ง เลื่อยผ่าตบแต่งได้ง่าย สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือกสิกรรมต่าง ๆ เช่น ครก สาก เครื่องสีข้าว รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม และยังนำมาทำเป็นฟืน หรือถ่านที่ให้ความร้อนสูงได้ เป็นต้น
เนื้อในเมล็ดมีรสหวานมัน นิยมนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง มีรสคล้ายกับถั่วลิสง หรือที่เรียกว่า “กระบกคั่ว”
มีการใช้น้ำมันจากเมล็ดกระบกมารับประทาน
เนื้อในเมล็ดเป็นแหล่งอุดมของแคลเซียมและเหล็กชั้นดี จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี
ใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักหรือรับประทานกับลาบ (ม้ง)
นอกจากจะเป็นอาหารคนแล้ว ผลสุกของกระบกที่ร่วงหล่นลงมา ยังสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ของวัว ควาย รวมไปถึงสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่น ๆ
ผลสุกของกระบก สัตว์ป่าจำพวกเก้ง กวาง และนกชอบกินเป็นอาหารมาก โดยสัตว์เหล่านี้จะช่วยพาเมล็ดไปงอกในที่ไกล ๆ จึงเป็นการช่วยขยายพันธุ์ต้นกระบกได้เป็นอย่างดี
น้ำมันจากเนื้อในเมล็ดสามารถนำมาใช้เป็นสบู่และเทียนไขได้
ผลกระบกเป็นแหล่งเลี้ยงจุลินทรีย์ชั้นดี พืชชนิดไหนที่อยู่ใกล้ต้นกระบกก็เหมือนกับได้ปุ๋ยชั้นดีไปด้วย
เนื้อในไขกระบกมีความทนทานต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้ดี ในทางอุตสาหกรรมจึงมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มคุณค่าได้
เนื้อในผลกระบก นอกจากจะนำมาเคี้ยวกินเล่นแล้ว ยังสามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นเครื่องสำอางและยาเหน็บทวารได้อีกด้วย
เนื้อในเมล็ดกระบก ต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย ไขมัน 66.78%, โปรตีน 3.40%, คาร์โบไฮเดรต 9.07%, ความชื้น 2.08%, ธาตุแคลเซียม 103.30 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก 61.43 มิลลิกรัม
น้ำมันเมล็ดกระบก ประกอบไปด้วย กรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งได้แก่ กรดปาล์มิติก 4.52%, กรดลอริก 40.11%, ไมริสติก 50.12%, และกรดสเตียริก 0.55% ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ กรดไลโนเลอิก 1.46%, กรดโอเลอิก 3.12% และกรดปาล์มมิโตเลอิก…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบพูล รักษาสารพัดอาการ ที่เป็นภูมิปัญญาแบบไทย ๆ

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบพูล ใบพลูนั้นเป็นของคู่กันกับหมากมาช้านาน คนไทยจึงเรียกว่าหมากพลูคู่กันเสมอ

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ใบพูล

เอ่ยถึงใบพลู คนฟังจะจินตนาการย้อนยุคไปไกลหลายสิบปี นึกเห็นภาพคุณย่าคุณยายกับตะกร้าหมากและปากแดง ๆ ที่มีน้ำหมากไหลย้อยนิด ๆ ที่มุมปาก และกระโถนสำหรับบ้วนน้ำหมากทิ้ง ที่ต้องเล่าให้เห็นภาพอย่างนี้เพราะคนไทยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีแทบจะไม่เคยเห็นวัฒนธรรมการกินหมากพลูกันแล้ว ยังมีบ้างก็ในชนบทต่างจังหวัดที่ยังคุ้นชินตาในวิถีดำรงชีวิตประจำบ้าน (คนที่กินหมากไม่ใช่แค่คุณย่าคุณยายเท่านั้น คุณปู่คุณตาก็กินด้วย แต่ไม่นิยมหิ้วตะกร้าหมาก อย่างมากก็พกใส่ชายพกสักคำสองคำ)

ใบพลูนั้นเป็นของคู่กันกับหมากมาช้านาน คนไทยจึงเรียกว่าหมากพลูคู่กันเสมอ ปัจจุบันบทบาทของหมากพลูที่แพร่หลายคือใช้เป็นเครื่องไหว้บูชาในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ หรือใช้ไหว้พระไหว้เทพเจ้า

การเคี้ยวหมากพลูกลายเป็นของต้องห้ามของคนไทยตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตัดต้นหมากและพลูทิ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าเสียดายยิ่งนักเพราะหมากพลูไม่ได้ใช้ประโยชน์แค่นั้น แต่ยังเป็นยาที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะพลูนั้นใช้ประโยชน์ได้เสมือนยาสามัญประจำบ้านปลูกไว้มีแต่ได้ประโยชน์

ย้อนกลับไปในอดีต ใบพลูเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่มีการเก็บอากรภาษี ค้างละหนึ่งบาท หรือที่เรียกว่าไม้ค้างพลู (หนึ่งค้างก็เหมื่อนพลูหนึ่งต้น) อันแสดงให้เห็นว่าเป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายกันมายาวนาน และพลูยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกินหมากของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นไปถึงเอเชียใต้ อย่างมิอาจบอกได้ว่าแท้จริงแล้วต้นกำเนิดการกินหมากพลูนั้นเริ่มมาจากที่ใดกันแน่ ดังนั้นจึงมีการส่งใบพลูและหมากออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อย
แม้ปัจจุบันความสำคัญของการบริโภคหมากพลูเรียกได้ว่าแทบจะหมดไปแล้ว ยังเหลือการใช้เป็นเครื่องบูชาที่จะขาดมิได้เท่านั้น จนทำให้ชาวสวนพลูจำนวนไม่น้อยหันหลังให้กลับอาชีพนี้ และบางส่วนที่ยังทำอยู่ก็ดูเหมือนจะไร้ผู้สืบทอด ในความเป็นจริงแล้วอนาคตของสวนพลูยังสดใสเปลี่ยนจากการปลูกแล้วกิน เป็นการปลูกและนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหย ตลาดน้ำมันหอมระเหยโดยรวมทุกชนิดนั้นมีมูลค่าการตลาดมหาศาล สำหรับน้ำมันหอมระเหยใบพลูแม้จะไม่ติดอันดับต้น ๆ แต่ราคาซื้อขายต่อกิโลกรัมราคาก็ไม่น้อย ปัจจุบันซื้อขายกันกิโลกรัมละ 23,000-25,000 บาท

อนาคตของชาวสวนพลูยังมีแนวโน้มที่ดีถ้ามีการพัฒนากระบวนการตั้งแต่การปลูกและผลิตอย่างเป็นรูปธรรมกระทั่งไปสู่กระบวนการแปรรูป เพราะน้ำมันหอมระเหยใบพลูสามารถพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเพื่อความงาม ยาระงับกลิ่นกาย ยาอมบ้วนปาก น้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อ ขี้ผึ้งหรือครีมฆ่าเชื้อรารักษาโรคเชื้อราต่าง ๆ ทำสบู่ก้อน สบู่เหลว ได้ เป็นต้น

น้ำมันหอมระเหยใบพลู หรือ Betel Vine สกัดจากใบพลู น้ำมันหอมระเหยมีสีเหลืองออกน้ำตาลเข้มมีกลิ่นฉุนค่อนข้างมาก มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้หลายชนิด เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในครีมหรือน้ำมันนวดบริเวณช่องท้องเพื่อดูแลระบบทางเดินอาหาร

สรรพคุณของใบพลูคือ ใบ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง แก้ลมพิษและฆ่าพยาธิ รักษาแผลช้ำบวม เลือดกำเดาออก แก้ลมพิษ แก้อาการคัน น้ำมันจากใบ แก้คัดจมูก อมกลั่วคอแก้เจ็บคอ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ยับยั้งการเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง ต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ลดการปวดบวมของกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก
การใช้ใบพลูรักษาโรคและอาการต่าง ๆ นั้นพบว่ามีการใช้แบบง่าย ๆ อาทิ

ดับกลิ่นปาก ใช้เคี้ยวแล้วคายทิ้งวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยดับกลิ่นปากได้
ดับกลิ่นกาย ใช้ใบสดขยี้ให้แหลกแล้วใช้ทาถูที่ใต้รักแร้เป็นประจำ
แก้ลมพิษ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาจนหาย
แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนสักหนึ่งแก้วดื่ม ช่วยลดอาการปวดจุกแน่นเฟ้อและบำรุงกระเพาะอาหารด้วย
ลดปวดบวม ใช้ใบพลูเลือกใบใหญ่ ๆ นำไปอังไฟให้ร้อนใช้ไปประคบบริวณที่ปวดบวมช้ำ
รักษากลากและฮ่องกงฟุต เอาใบสดโขลกให้ละเอียดดองกับเหล้าขาวทิ้งไว้ 15 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ทาบริเวณที่เป็น

นัยที่สำคัญของพลูในยุคก่อน นอกจากเป็นเครื่องเคี้ยวคู่กับหมากใช้ต้อนรับแขก ใช้เชื่อมสัมพันธ์พบปะสังสรรค์ยังเป็นเครื่องบอกรักระหว่างหนุ่ม-สาว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้หมากพลูไปแล้วอีกฝ่ายให้หมากพลูตอบกลับ แสดงว่ารักนั้นสมหวัง แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องดื่มน้ำบัวบกแทน หนุ่มสาวยุคใหม่ถ้าใครสนใจก็นำไปใช้ลองดู แต่คิด ๆ ไปแล้วอีกฝ่ายที่รับคงนึกว่าเขาเอามากราบไหว้ตัวเองมากกว่าจะบอกรักเป็นแน่แท้…

Categories
สมุนไพร

ว่านชักมดลูก สมุนไพรไทยพื้นบ้าน เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินและมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับในประเทศไทย

ว่านชักมดลูก สมุนไพรไทยพื้นบ้าน สรรพคุณตำรายาไทยนั้น จะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นหลัก

ว่านชักมดลูก สมุนไพรไทยพื้นบ้าน

ว่านชักมดลูก จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินและมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับในประเทศไทย ว่านชักมดลูกที่พบได้ตามท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa Roxb.) ซึ่งจะมีลักษณะของหัวกลมรีตามแนวตั้ง มีแขนงสั้น (ตามภาพแรก) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia Roscoe) จะมีลักษณะต่างจากตัวเมียตรงที่ หัวใต้ดินจะกลมแป้นมากกว่า และแขนงจะยาวมากกว่า (ตามภาพที่สอง) ทำให้การซื้อมาใช้บางครั้งอาจจะจำแนกลำบาก เพราะบางครั้งเมื่อนำมาเทียบกันทั้งตัวเมียและตัวผู้จะคล้ายกันมาก โดยจะปลูกมากในจังหวัดเลยและเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ยังได้พบว่ามีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับว่านชักมดลูกของไทยมาก และมีสรรพคุณทางยาที่คล้ายคลึงกัน โดยเป็นว่านชัดมดลูกที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma zanthorrhiza Roxb. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Curcuma xanthorrhiza Roxb.)

สมุนไพรว่านชักมดลูก ตามสรรพคุณตำรายาไทยนั้น จะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นหลัก เพราะมีสรรพคุณรักษาอาการต่าง ๆ ของสตรี ไม่ว่าจะเป็นอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว เป็นต้น จากสรรพคุณดังกล่าวนักวิจัยก็ได้ตีความว่า ว่านชักมดลูกน่าจะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าว่านชักมดลูกตัวเมียจะออกฤทธิ์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีสารออกฤทธิ์ในกลุ่มไดแอริลเฮปตานอยด์ แม้จะมีโครงสร้างไม่เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ตาม และเรียกสารชนิดนี้ว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจนมีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพต่าง ๆ ของสตรีวัยทองได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นการเลือกว่านชักมดลูกมาเป็นวัตถุดิบให้ถูกต้องเพื่อใช้ทำยาสมุนไพรจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อสรรพคุณที่ต้องการ

สำหรับวิธีกินว่านชักมดลูกหัวสด ๆ ให้เอาหัวว่านชักมดลูกมาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาต้มน้ำดื่ม แต่ถ้าเป็นชนิดสำเร็จรูปก็ให้รับประทานตามที่ระบุไว้ข้างขวดได้เลย

ผลข้างเคียงของยาว่านชักมดลูก
มีอาการตกขาวมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ก็มีคำแนะนำว่าสามารถรับประทานต่อไปได้เลย
มีอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ตัวร้อน มีอาการไอเหมือนจะเป็นไข้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้สตรีที่ร่างไม่แข็งแรง และมีคำแนะนำว่าให้หยุดรับประทานสักพักจนกว่าอาการไข้จะหายไป แล้วให้รับประทานต่อในปริมาณที่ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือสำหรับผู้ไม่ได้มีอาการไข้ให้เริ่มรับประทานในปริมาณน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณในการรับประทานตามฉลากสมุนไพร
มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนังและตามลำตัว ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อย มีคำแนะนำว่าถ้าหากอาการไม่รุนแรงมากจนเกินให้รับประทานต่อได้ แต่ถ้าผื่นมากก็ให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง หากอาการดีขึ้นค่อยกลับมารับประทานในปริมาณที่กำหนด
มีอาการปวดหน้าอก ตึงหน้าอก หรือปวดมดลูก ช่องคลอด แนะนำว่าหากมีอาการดังกล่าวให้ลดปริมาณยาลงครึ่งหนึ่ง หลังจากอาการดีขึ้นค่อยรับประทานในปริมาณที่กำหนด
สำหรับสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน หลังจากรับประทานอาจจะมีประจำเดือนใหม่เกิดขึ้นได้ โดยคุณสามารถรับประทานต่อไปได้ ประจำเดือนก็จะค่อย ๆหมดไปเอง

สรรพคุณของยาว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูกมีความปลอดภัยมากกว่า กวาวเครือขาว และยังช่วยให้ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
ว่านชักมดลูก ช่วยรักษาอาการมดลูกทรุดตัว หรือมดลูกต่ำไม่เข้าที่
มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก
ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ขาวนวล และมีเลือดฝาด
มีส่วนช่วยลดเลือนรอยเหี่ยวย่น ฝ้า และรอยดำ
ช่วยแก้อารมณ์แปรปรวนต่าง ๆของสตรี เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว จิตใจห่อเหี่ยว โกรธง่าย อ่อนไหวง่าย ให้หายไป
ช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอดบุตร
ช่วยกระชับช่องคลอดภายในของสตรี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากช่องคลอดหรือในมดลูก
ช่วยทำให้ซีสต์หรือเนื้องอกภายในช่องคลอดฝ่อตัวลง
ช่วยดับกลิ่นภายในช่องคลอดของสตรีให้ลดลงหรือหายไป
ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของสตรี
ช่วยรักษาอาการหน่วงเสียวของมดลูกหรืออาการเจ็บท้องน้อยเป็นประจำให้ดีขึ้น
ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
ช่วยรักษาอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน หรืออาการปวดท้องอย่างรุนแรงให้มีอาการดีขึ้น…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร พลูคาว เป็นพืชล้มลุกที่พบได้ทั่วไปในแถบทวีปเอเชีย

สมุนไพร พลูคาว เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีคนนิยมนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้อย่างดีมาก

สมุนไพร พลูคาว

พลูคาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Houttuynia cordata Thunb. จัดอยู่ในวงศ์ผักคาวตอง (SAURURACEAE)
สมุนไพรพลูคาว มีชื่อเรียกท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักคาวตอง (ลำปาง, อุดรธานี) คาวทอง (อุตรดิตถ์, มุกดาหาร) ผักก้านตอง (แม่ฮ่องสอน) ผักคาวปลา, ผักเข้าตอง, ผักคาวตอง (ภาคเหนือ) ส่วนทางภาคกลางมักจะนิยมเรียกว่า พลูคาว
พลูคาวเป็นพืชล้มลุกที่พบได้ทั่วไปในแถบทวีปเอเชียในแถบเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงเวียดนาม ญี่ปุ่น รวมถึงไทยด้วย เป็นที่รู้จักกันดีในทางภาคเหนือ

สรรพคุณของพลูคาว
มีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
มีฤทธิ์ในการช่วยบำบัดฟื้นฟูโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานโรค ช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้อยู่สู้โรคได้นานมากขึ้น
มีส่วนช่วยยับยั้งเบาหวาน รักษาความสมดุลของร่างกาย
ช่วยทำให้กระดูกเชื่อมติดกันเร็วขึ้น (ต้นสด)
ช่วยรักษาปริมาณของเหลวในร่างกาย
ช่วยรักษาอาการหูชั้นกลางอักเสบ (ทั้งต้น)
ใช้รักษาโรคติดเชื้อและทางเดินหายใจ (ต้น)
ประโยชน์ของผักคาวตองช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยรักษาโรคไข้มาลาเรีย (ต้น)
ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาและช่วยต้านเชื้อโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่
ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา ช่วยรักษาอาการติดเชื้อเฉียบพลัน ติดเชื้อทางเดินหายใจ
ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาคางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ และปอดอักเสบในเด็ก
คาวตองมีสรรพคุณช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ (ทั้งต้น)
มีส่วนช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวช่วยรักษาภาวะภูมิแพ้ หอบหืด
ช่วยรักษาโรคไอกรน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยรักษาการอักเสบชนิดธรรมดาบริเวณแก้วตา (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาโรคหลอดลมขยายตัวมากเกินไป (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยรักษาอาการปอดบวม ปอดอักเสบ (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาฝีหนองในปอด (ต้น)
ช่วยรักษาอาการคั่งน้ำในอกจากโรคมะเร็ง (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาระบาย อาหารไม่ย่อย (ใบ)
รักษาอาการท้องเสีย (ใบ)
ใช้แก้โรคบิด (ต้น, ใบ, ทั้งต้น)
ช่วยขับพยาธิ (ใบ)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก, ทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร (ต้นสด, ใบ, ทั้งต้น)
ช่วยรักษาโรคหนองใน (ใบ)
ใช้ปรุงเป็นยาแก้กามโรค (ใบ)
ช่วยรักษานิ่ว (ต้น)
ช่วยแก้โรคไต (ใบ)
ช่วยรักษาอาการไตผิดปกติ (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยรักษาโรคตับอักเสบชนิดดีซ่าน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยขับระดูขาว (ต้น)
ช่วยรักษาแผลอักเสบคอมดลูก (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยรักษาการอักเสบบริเวณกระดูกเชิงกราน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ช่วยแก้โรคข้อ (ใบ)
ช่วยรักษาโรคหัด (ใบ)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ (ต้นสด, ใบ)
ช่วยรักษาผื่นคัน ฝีฝักบัว (ต้นสด)
มีฤทธิ์ช่วยระงับอาการปวด
ช่วยห้ามเลือด
มีฤทธิ์ต้านการอักเสบต่าง ๆ
ใช้พอกฝี บวมอักเสบ (ต้นสด, ทั้งต้น)
ช่วยรักษาบาดแผล (ต้นสด)
ช่วยรักษาแผลเปื่อย (ต้นสด)
ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น (ใบ)
ใช้พอกแผลที่ถูกงูพิษกัด (ต้นสด)
ช่วยป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัด (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)
ใบสดผิงไฟพอนิ่มใช้พอกเนื้องอกต่าง ๆ (ใบ)
มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส
ประโยชน์ของพลูคาวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสชนิดต่าง ๆ เช่น ไข้ทรพิษ หัด งูสวัด เริม เอดส์ (HIV)
แก้โรคน้ำกัดเท้า
ในประเทศจีนใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาช่วยป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสในไก่ โดยใช้ผสมในอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่
ใบสดใช้ป้องกันปลาเน่าเสีย (ใบ)
ใบนำมารับประทานเป็นผักสด
ใบสดต้มน้ำนำมารดต้นข้าว ข้าวสาลี ต้นฝ้าย ป้องกันพืชเป็นโรคเหี่ยวเฉาตาย
ใช้ขับทากที่ตายในท้อง (ดอก)
เหมาะกับผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยในระยะพักฟื้น
เหมาะกับผู้ที่ต้องการ Detox ล้างพิษออกจากร่างกาย ป้องกันโรคร้าย ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ทำให้โรคต่าง ๆ มีอาการดีขึ้น และหายจากอาการของโรคต่าง ๆ ได้ในที่สุด
ใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้น้อยลง
ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางประเภทครีมทาแก้ผิวหนังแห้ง หยาบกร้าน ป้องกันผิวหนังแตก
วิธีใช้ทั้งต้นแห้งประมาณ 15-30 กรัม (ต้นสด 30-60 กรัม) นำมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วนำมาต้มน้ำให้เดือดประมาณ 5 นาทีแล้วนำมาดื่ม แต่หากใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาชนิดอื่น ให้ต้มยาอื่นให้เดือดก่อนจึงใส่ยา ต้มให้เดือด การรับประทานถ้ามากเกินไปอาจจะทำให้หัวใจเต้นสั้นและถี่ อาจเป็นอันตรายได้…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ไพล สมุนไพรที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ รักษาอาการได้สารพัด โดยเฉพาะแก้ปวด บวม ช้ำ สมานแผลก็เริด

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ไพล คนไทยสมัยก่อนมักนำไพลมาเป็นส่วนประกอบในการทำลูกประคบ ด้วยมีฤทธิ์แก้ฟกช้ำ ปวดบวม ปวดเมื่อย และนำมาฝนทา สมานแผลต่าง ๆ 

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ไพล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไพล
ไพล จัดเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ในเหง้ามีน้ำมันหอมระเหย เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในมีสีเหลืองแกมเขียว ซึ่งส่วนนี้จะมีกลิ่นเฉพาะตัว หากเป็นเหง้าสดจะฉ่ำน้ำ มีรสฝาด ขื่น เอียน ร้อนซ่า แต่หากเป็นเหง้าแก่สดและแห้งจะมีรสเผ็ดเล็กน้อย
ตัวเหง้าจะแทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ มีกาบหรือโคนใบสีเขียวเข้มหุ้นซ้อนกัน ใบเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้ารูปหัวใจ ใบประดับสีม่วง ดอกเป็นรูปไข่หรือยาวรี ดูคล้ายกระสวย แทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม

สรรพคุณของไพล ประโยชน์ไม่ใช่น้อย ๆ
ไพลเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมาช้านานแล้ว ถือเป็นมรดกที่ควบคู่กับวิถีชีวิตคนไทยเลยก็ว่าได้ โดยตามตำรายาไทยสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของไพลมาใช้เป็นยาได้แทบทั้งนั้น อย่างเช่น

– เหง้า
จัดว่าเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากที่สุดของไพล เพราะสามารถนำมาใช้รักษาอาการต่าง ๆ ได้มากมาย ทั้งนำมาเป็นส่วนประกอบของลูกประคบ หรือนำมาฝนเพื่อใช้สมานแผล แก้ฟกช้ำ ปวด บวม เหน็บชา เส้นตึง ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง ทาบรรเทาอาการผื่นคันจากการแพ้ โรคผิวหนัง แก้ฝี ดูดหนอง เป็นยากันเล็บถอด ขณะที่น้ำคั้นหัวไพลยังมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่และช่วยลดอาการปวด เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ ข้อเท้าแพลง หรือหากนำไปต้มน้ำอาบ ถูนวดตัวก็ช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีก หญิงเพิ่งคลอดบุตรก็สามารถนำเหง้าไปต้มน้ำอาบหลังคลอดได้ หากนำมารับประทานเป็นยาภายใน ก็มีสรรพคุณช่วยแก้บิด แก้ท้องเสีย แก้หืด ผสมยาอื่น เช่น ตำรับยาประสะไพล เป็นยารับประทาน ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับระดู ขับโลหิตเสีย ทั้งนี้มีการพบว่า น้ำมันหอมระเหยในเหง้ามีสารออกฤทธิ์มากมาย ซึ่งการศึกษาในห้องทดลองพบว่าเป็นสารที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการบวมและอาการปวดได้ จึงช่วยยับยั้งอาการอักเสบด้วยกระบวนการเดียวกับยาแก้ปวดและยาลดอาการอักเสบแผนปัจจุบันเลยทีเดียว ปัจจุบันจึงมีการนำสารสกัดไพลมาผสมในครีมหรือขี้ผึ้งเพื่อทาบรรเทาอาการปวด

นอกจากนี้เหง้ายังมีสาร Veratrole ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดลม โดยมีการทดลองให้ผู้ป่วยโรคหืดรับประทานเหง้าไพลแล้วพบว่า ช่วยรักษาโรคหืดได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
– ราก
มีรสขื่นเอียน มีสรรพคุณช่วยขับโลหิต ขับระดูให้มาตามปกติ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ท้องผูก เคล็ดขัดยอก โรคผิวหนัง โรคอันบังเกิดแต่โลหิตอันออกทางปากและจมูก แก้อาเจียนเป็นโลหิต
– ดอก
มีรสขื่น ช่วยกระจายเลือดที่เป็นลิ่มก้อน กระจายโลหิตอันเกิดแต่อภิญญาณธาตุ ขับโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้เลือดกำเดาออกทางจมูก แก้ช้ำใน ขับระดูประจำเดือน ทำลายเลือดเสีย
– ต้น
มีรสฝาด ขื่นเอียน แก้ธาตุพิการ แก้อุจจาระพิการ
– ใบ
ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น sabinene, β-pinene, caryophyllene oxide และ caryophyllene มีรสขื่นเอียน ช่วยแก้ไข้ แก้ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อย
– ช่อดอก
ต้มจิ้มน้ำพริก เป็นผักได้

ตำรับยาจากไพล
ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้เหง้าไพล ในยาหลายขนาน เช่น
– ยาประสะกานพลู นำไพลมาผสมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ เช่น ดอกกานพลู เหง้าขิงแห้ง เทียนดำ เทียนขาว ฯลฯ ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้ไม่ควรใช้ยานี้
– ยาประสะไพล ประกอบด้วยเหง้าไพลผสมกับผิวมะกรูด การบูร ฯลฯ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ เพื่อช่วยขับระดูให้ออกมากขึ้น และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร แต่ไม่ควรใช้ในหญิงที่มีระดูมากกว่าปกติ หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงตกเลือดหลังคลอด
– ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ประกอบด้วยเหง้าไพล เหง้าขมิ้นอ้อย เหง้าข่า ผักเสี้ยนผี การบูร ผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ใช้บรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา แต่ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีไข้ และเด็ก
– ยาผสมเถาวัลย์เปรียง ประกอบด้วยเหง้าไพลผสมกับเถาวัลย์เปรียง และสมุนไพรอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่ไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร เพราะเถาวัลย์เปรียงมีกลไกออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร

ไพล กับสรรพคุณบำรุงผิว
แม้ “ไพล” จะถูกนำมาใช้รักษาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหรือระบบทางเดินอาหารเสียมากกว่า แต่ไพลก็ยังมีดีตรงที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้เช่นเดียวกัน อย่างที่บอกไปว่า ถ้านำไพลไปต้มน้ำอาบ ถูนวดตัวจะช่วยบำรุงผิวพรรณได้ นั่นเพราะในไพลมีสารสำคัญคือ สารในกลุ่มเคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoids) เหมือนกับที่พบในขมิ้น ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวขาว ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ

วิธีใช้ไพลรักษาอาการต่าง ๆ
– สูตรน้ำมันไพล
คนโบราณมีการนำไพลมาทอดเป็นน้ำมันไพลเพื่อใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย โดยมีส่วนประกอบคือ
– หัวไพลสดหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ 2 ถ้วยตวง
– น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วยตวง
– การบูร 1 ช้อนชา
– ดอกกานพลู 1 ช้อนชา

สรรพคุณและวิธีใช้
– แก้แผลช้ำ ให้ทาน้ำมันเพียงบาง ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น (ก่อนทาน้ำมันควรทำความสะอาดแผลทุกครั้ง)
– แก้เคล็ด-บวมช้ำ ทาน้ำมันให้ทั่วบริเวณที่มีอาการ ใช้ฝ่ามือนวดเบา ๆ ควรทาน้ำมันสัก 3-4 ครั้งต่อวัน
– แก้ข้อบวมและเหน็บชา ควรทาน้ำมันให้โชก แล้วใช้ขวดใส่น้ำร้อนห่อด้วยผ้า ประคบบริเวณที่มีอาการวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาที่มีอาการปวดชา
– สูตรรักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
นำหัวไพลมาฝนบริเวณที่มีอาการ อาจจะฝานเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำมาถูก็ได้ หรือนำเหง้าไพล 1 เหง้ามาตำแล้วคั้นเอาน้ำมาถูนวดบริเวณที่มีอาการ นอกจากนี้ยังสามารถนำไพลไปตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อย คลุกให้เข้ากันแล้วนำไปห่อลูกประคบ นำลูกประคบไปอังไอน้ำให้ความร้อนแล้วนำมาประคบบริเวณที่เป็น
– สูตรรักษาโรคผิวหนัง
นำเหง้าไพลมาบดเป็นผง ผสมน้ำ หรือนำเหง้าสดมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปฝน เอาน้ำมาทาบริเวณที่มีปัญหา
– สูตรแก้นิ้วล็อก
ข้อมูลจากรายการนารีกระจ่าง ทางช่องไทยพีบีเอส ระบุว่า ให้นำไพลสด ขิงสด ตะไคร้สด มาหั่นสไลด์ นำไปต้มในน้ำเปล่าให้เดือด ทิ้งไว้จนอุ่น จากนั้นจึงเอามือจุ่มลงไป แช่ไว้แล้วบีบนวดสัก 5-10 นาที จะช่วยบรรเทาอาการนิ้วล็อกได้
– สูตรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม
นำเหง้าแห้งบดเป็นผง ประมาณ 1/2 ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย แล้วดื่ม
– สูตรแก้บิด ท้องเสีย
นำเหง้าไพลสด 4-5 แว่นมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ เติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือนำเหง้าไปฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน
– สูตรยารักษาหืด
ใช้เหง้าไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน แล้วนำผงยาที่ได้มา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น
– สูตรยาแก้เล็บถอด
ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง
– สูตรบำรุงผิวหนังและสมานแผล
ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ต้มรวมกับสมุนไพรอื่น ๆ เนื่องจากไพลมีน้ำมันหอมระเหย…

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรผลไม้ เสาวรส ประโยชน์ของเสาวรสมีนับไม่ถ้วนพอสมควร โดยเฉพาะใครที่อยากลดไขมันในเลือด

สมุนไพรผลไม้ เสาวรส บำรุงสายตา และผิวพรรณ ไม่ควรพลาดเสาวรสด้วยประการทั้งปวง

สมุนไพรผลไม้ เสาวรส

ผลไม้อย่างเสาวรสหรือกะทกรกที่เรียกกัน ทุกคนคงรู้ประโยชน์ของเสาวรสกันมาบ้าง แต่ด้วยรสชาติที่เปรี้ยวจัดบวกกับกลิ่นเฉพาะตัวของเสาวรส อาจทำให้หลายคนส่ายหน้าและไม่ยอมเปิดใจลองชิมเสาวรสเลยสักครั้ง ซึ่งนั่นไม่ต่างอะไรจากการปฏิเสธผลไม้เพื่อสุขภาพสรรพคุณเด็ดดวงกันเลยทีเดียว

เสาวรส ผลไม้ชนิดนี้ควรรู้จัก
เสาวรส จริง ๆ แล้วถูกเรียกในหลายชื่อ ทั้งเสาวรส กะทกรก หรือภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า แพสชั่นฟรุต (Passion fruit) ลักษณะต้นของเสาวรสเป็นไม้เถา ใบเป็นใบเดี่ยว มีขอบหยัก ส่วนลูกเสาวรสนั้นมีลักษณะเป็นรูปไข่ ผลอาจมีสีม่วง สีเหลือง สีส้มอมน้ำตาล แล้วแต่สายพันธุ์ โดยด้านในผลเสาวรสจะประกอบไปด้วยเนื้อและเมล็ดเสาวรสจำนวนมาก ส่วนรสชาติก็มีทั้งเปรี้ยวจัดและเปรี้ยวอมหวาน ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์เช่นเดียวกันค่ะ

เสาวรส สรรพคุณที่ทุกคนคู่ควร
ประโยชน์ของเสาวรสมีนับไม่ถ้วนพอสมควร โดยเฉพาะใครที่อยากลดไขมันในเลือด บำรุงสายตา และผิวพรรณ ไม่ควรพลาดเสาวรสด้วยประการทั้งปวง ทว่าสรรพคุณเสาวรสไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ แต่ยังมีประโยชน์ตามบรรทัดข้างล่างนี้ด้วย

– เสาวรสอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุ วิตามิน และไฟเบอร์ ในขณะที่เสาวรส 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 97 แคลอรีเท่านั้น

– เสาวรสดีต่อการขับถ่าย ด้วยความที่มีไฟเบอร์สูง จึงสามารถช่วยขจัดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยขับสารพิษในลำไส้ ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ไปได้ในตัว

– ห่างไกลจากไข้หวัด เพราะเสาวรส 100 กรัม พกวิตามินซีมาด้วยถึง 30 มิลลิกรัม การันตีได้ว่า กินเสาวรสเป็นประจำแล้วจะห่างไกลจากไข้หวัด แถมมีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงแน่นอน

– บำรุงสายตาได้ดีเยี่ยม เพราะไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยวิตามินเอเท่านั้น ทว่าเสาวรสยังพ่วงสารฟลาโวนอยด์อย่างเบต้าแคโรทีนและคริบโทแซนทินเบต้า (cryptoxanthin-ß) ซึ่งผ่านการศึกษามาแล้วว่า สารเหล่านี้มีคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระ ควบคู่ไปกับวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

– บำรุงหัวใจและความดันโลหิต เพราะเสาวรสอุดมไปด้วยโพแทสเซียมถึง 384 มิลลิกรัมต่อเสาวรส 100 กรัม ซึ่งโพแทสเซียมมีความสำคัญต่อเซลล์และของเหลวในร่างกายของเรา รวมทั้งช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ด้วย

– ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก ผลไม้ที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์และวิตามินเอมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ได้

เมล็ดเสาวรส กินได้ไหม

แนะนำเมนูเสาวรสไว้ซะเยอะแยะ แต่ก็เชื่อว่าหลายคนคงมีข้อสงสัยกันพอสมควรในเรื่องเมล็ดของเสาวรสที่มีอยู่เยอะเหลือเกิน แล้วสรุปเจ้าเมล็ดเสาวรสนี้กินได้ไหม ตอบตรงนี้ชัด ๆ เลยค่ะว่า เมล็ดเสาวรสกินได้ ทว่าควรจะนำเมล็ดไปปั่นละเอียดหรือนำไปตำให้แหลกพอประมาณ เพื่อช่วยให้ลำไส้ย่อยเมล็ดเสาวรสได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กินเสาวรสทุกวันดีไหม

แม้ประโยชน์ของเสาวรสจะดีต่อสุขภาพ แต่นายแพทย์วัลลภ พรเรืองวงศ์ จากโรงพยาบาลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ได้นำผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาท์แคลิฟอร์เนียและฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเตือนกันว่า เสาวรสมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ตับ ซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) เพิ่มสูงขึ้น จนกระตุ้นเซลล์มะเร็งที่ตอบสนองต่อโกรทฮอร์โมนให้แบ่งตัวเร็วขึ้นได้ โดยอ้างอิงจากผลวิจัยที่พบว่า ผู้หญิงที่กินเสาวรส 1 ใน 4 ผลขึ้นไปทุกวัน อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นราว 30% ได้

ทว่านายแพทย์วัลลภ พรเรืองวงศ์ ก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า การศึกษานี้เป็นการศึกษาที่ทำในประชากรหมู่มาก และเป็นเพียงการศึกษาแรกเริ่มซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านต่อไปในอนาคต แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรกินเสาวรสสับเปลี่ยนกับผักและผลไม้อื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารจากอาหารหลาย ๆ ชนิดอย่างครบถ้วน

ข้อควรระวังในการกินน้ำเสาวรส ?

ในเมื่อกินเสาวรสทุกวันอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ แล้วหากกินน้ำเสาวรสเป็นประจำอย่างนี้จะมีโทษหรือเปล่า คำถามนี้อาจตอบได้ว่า เราควรกินน้ำเสาวรสสลับกับการบริโภคผักผลไม้และอาหารเพื่อสุขภาพอื่น ๆ หมุนเวียนกันไป อีกทั้งหากจะดื่มน้ำเสาวรสก็ควรดื่มที่คั้นสด ๆ ไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพิ่มความหวานลงไปอีก หรือถ้าไม่ชอบรสเปรี้ยวจริง ๆ ก็ให้เติมน้ำตาลลงไปได้เล็กน้อย เพื่อจะได้รับประโยชน์จากเสาวรสอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีโรคจากน้ำตาลที่เติมมาในแก้วเป็นของแถมนะคะ ที่สำคัญผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้ว ควรดื่มน้ำเสาวรสพอประมาณด้วย

 …

Categories
สมุนไพร

สมุนไพรพื้นบ้าน มะขามป้อม มีประโยชน์ช่วยบำรุงร่างกายได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ

สมุนไพรพื้นบ้าน มะขามป้อม นอกจากจะช่วยแก้ไอแล้ว จะมีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย

สมุนไพรพื้นบ้าน มะขามป้อม

มะขามป้อม ประโยชน์เหลือเฟือ

1. อุดมไปด้วยสารอาหารและเป็นแหล่งของวิตามินซี
เชื่อว่าถ้าพูดถึงผลไม้วิตามินซีสูง หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงส้ม แต่หารู้ไม่ว่าผลไม้อย่างมะขามป้อมนั้นมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึงเท่าตัว แถมในมะขามป้อมยังมีสารแทนนินและโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารป้องกันการสลายตัวของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นานอีกด้วย และยังไม่พอแค่นั้นค่ะ เพราะมะขามป้อมยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ อีกเพียบ ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 3 ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัส เรียกได้ว่าทานมะขามป้อมอย่างเดียวก็ได้สารเกือบอาหารครบถ้วนเลย

2. ดับกระหาย
เพียงแค่ทานผลมะขามป้อมสด ๆ ก็ช่วยแก้และลดอาการกระหายน้ำได้ โดยไม่ต้องนำไปทำเป็นน้ำผลไม้เลยค่ะ เพราะเมื่อเรากัดมะขามป้อม น้ำมะขามป้อมที่ซึมออกมาจะช่วยแก้อาการคอแห้งได้ แล้วยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำเปล่าตามหลังไปอีกสักหน่อย ก็จะยิ่งทำให้ความรู้สึกกระหายดีขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

3. แก้ไอ เจ็บคอ ลดเสมหะ แก้หวัด

ถ้าพูดถึงประโยชน์ดี ๆ ของมะขามป้อม แทบทุกคนคงจะต้องบอกว่าช่วยแก้ไอ แก้หวัด ละลายเสมหะ รักษาอาการเจ็บคอแน่นอน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารกลุ่มแทนนิน แถมรสเปรี้ยวของมะขามป้อมยังช่วยละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดี จนโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังนำมะขามป้อมไปทำเป็นยาแก้ไอ แล้วลงทะเบียนเป็นยาแผนโบราณเลยด้วย โดยหากต้องการใช้มะขามป้อมแก้ไอ ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำมะขามป้อม ไปคั้นหรือต้มแล้วนำมาดื่ม หรือจะนำมะขามป้อมไปอมกับเกลือเฉย ๆ ก็ได้ ซึ่งการอมมะขามป้อมนอกจากจะช่วยแก้ไอและละลายเสมหะแล้ว ยังทำให้เราชุ่มคอ และช่วยบำรุงเสียงให้ใส ป้องกันเสียงแห้งอีกด้วยนะ

4. แก้ไข้
สารแทนนินและวิตามินซีที่มีอยู่ในมะขามป้อม เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย จึงช่วยแก้ไข้จากอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยนำผล เมล็ด หรือรากของมะขามป้อมมาคั้นดื่ม เพราะน้ำมะขามป้อมถือเป็นยาเย็นที่ช่วยลดและระบายความร้อนออกจากร่างกาย และเรายังสามารถนำใบสดของมะขามป้อมมาต้มน้ำอาบเพื่อให้ไข้ลดลงได้อีกด้วย นอกจากนี้ มะขามป้อมยังช่วยให้อาการไข้ทับระดูดีขึ้น โดยตำรับยาพื้นบ้านจะนำมะขามป้อมและลูกสมอไทยจำนวนเท่าอายุผู้ป่วยมาต้มกับใบมะกาแห้ง 1 กำมือ ใส่เกลือนิดหน่อย แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมงในวันแรกที่ดื่ม หลังจากนั้นดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ภายใน 3 วันยาต้มหม้อนี้อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดท้องจากไข้ทับระดูได้

5. แก้ปวดฟัน
รู้ไหมคะว่าการทานมะขามป้อมหรือนำปมก้านมะขามป้อมมาต้มกับน้ำ แล้วใช้อมหรือบ้วนปาก สามารถเบาเทาและป้องกันอาการปวดฟันได้ เนื่องจากในมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมากนั่นเอง

6. รักษาลักปิดลักเปิด
มีงานวิจัยพบว่า ร่างกายคนเราสามารถดูดซึมวิตามินซีจากมะขามป้อมได้ดีกว่าวิตามินซีเม็ดทั่วไป เนื่องจากในมะขามป้อมมีสารอื่น ๆ ที่ช่วยให้วิตามินเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคลักปิดลักเปิดที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเป็นโรคที่ร่างกายขาดวิตามินซีจึงควรทานมะขามป้อมที่มีวิตามินซีสูงเข้าไปมาก ๆ เพราะสามารถช่วยให้หายจากโรคนี้ได้

7. บรรเทาอาการคันจากเชื้อรา น้ำกัดเท้า
เราสามารถนำรากของมะขามป้อมมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปต้มประมาณ 15 นาที จากนั้นก็นำมาทาบริเวณที่เป็นเชื้อรา ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ ส่วนใครที่มีอาการคันจากน้ำกัดเท้า ให้นำเปลือกมะขามป้อมไปตำผสมกับน้ำเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณที่คันก็จะช่วยรักษาได้ หรือหากใครอยากจะฆ่าเชื้อโรคหรือป้องกันน้ำกัดเท้าไว้ก่อน จะนำเปลือกของต้นมะขามป้อมไปแช่น้ำ แล้วนำเท้าไปแช่ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณเท้าหนาขึ้น เนื่องจากความฝาดของเปลือกมะขามป้อมจะช่วยตะกอนโปรตีน ทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น

8. รักษาแผล แก้ฟกช้ำ
รู้ไหมคะว่าเราสามารถนำเปลือกลำต้นของมะขามป้อมมาบดเป็นผงแล้วโรยที่บริเวณบาดแผลเพื่อรักษาแผลและอาการฟกช้ำได้ด้วย ส่วนใครที่เป็นแผลแล้วหายช้า เป็นแผลแล้วมีน้ำเหลืองไหลเยอะ หรือป่วยเป็นโรคน้ำเหลืองเสีย เราขอแนะนำให้ทานมะขามป้อม 1 ลูก ทุกวันหลังอาหาร เพราะในมะขามป้อมมีวิตามินอยู่มาก โดยเฉพาะวิตามินซี จะสามารถแก้อาการน้ำเหลืองเสียได้ค่ะ

9. รักษาหอบหืด
นอกจากแก้ไข้หวัดแล้ว หากใครเป็นหอบหืดยังสามารถนำเมล็ดมะขามป้อมมาตำเป็นผง แล้วชงดื่มกับน้ำร้อน ก็ช่วยรักษาให้หายได้ด้วย

10. แก้อาการผื่นคัน
ใครที่มีอาการผิวหนังอักเสบหรือเป็นผื่นคัน เราขอแนะนำให้นำใบมะขามป้อมมาต้มอาบ หรือนำเมล็ดมาเผาแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำมัน คนให้เข้ากันจนเหลวข้น แล้วนำมาทาแผล จะช่วยบรรเทาอาการคัน แก้พิษน้ำร้อนลวก และช่วยรักษาแผลได้

11. เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก
ยางของผลมะขามป้อมและวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น และแก้อาการท้องผูกได้ ฉะนั้นมะขามป้อมจึงถือเป็นผลไม้อย่างหนึ่งที่ช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดี แถมยังมีคนนำไปสกัดเข้าเครื่องยา ทำเป็นยาระบายได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หากเราทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้มีอาการท้องเสียแทนได้ ดังนั้นควรควบคุมปริมาณการทานในแต่ละวันด้วยนะคะ

12. แก้ท้องเสีย โรคบิด
อาการท้องเสีย หรือถ่ายบิด สามารถใช้มะขามป้อมรักษาให้หายได้ง่าย ๆ ด้วยกัน 3 วิธี คือ นำรากมะขามป้อมไปต้มดื่ม หรือนำลูกมะขามป้อมสดไปต้มประมาณ 10-20 นาทีแล้วดื่ม หรือวิธีสุดท้าย นำใบไปตำให้ละเอียดแล้วนำมาชงดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง หรืออาจเติมน้ำผึ้งลงไปหน่อยเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น

13. บำรุงผิว
วิตามินซีในมะขามป้อมยังสามารถบำรุงผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย และทำให้หน้าขาวสดใสได้ โดยนำมะขามป้อมมาฝนแล้วนำน้ำที่ได้ไปทาบริเวณหน้าและผิวของเราได้เลย

14. บำรุงผม
มีการนำมะขามป้อมมาสกัดทำเป็นยาสระผมทั้งที่ไทยและอินเดียเลยนะคะ เนื่องจากมะขามป้อมสามารถบำรุงรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรง นุ่มลื่น และยังช่วยทำให้ผมดกดำ ป้องกันผมหงอกได้ด้วย โดยการนำมะขามป้อมมาทอดกับน้ำมันมะพร้าวแล้วนำน้ำมันมาหมักผม หรือหากใครมีมะขามป้อมแห้ง ก็สามารถนำลูกมะขามป้อมแห้งไปแช่น้ำไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาบำรุงผม โดยใช้ล้างแทนน้ำสุดท้ายได้ แถมเราสามารถนำเมล็ดมะขามป้อมมาบีบเอาน้ำมัน แล้วนำไปทาทั่วศีรษะก็ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้นด้วย

15. บำรุงร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
เนื่องจากมะขามป้อมมีสารอาหารมากมาย ที่ช่วยบำรุงทั้งผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ ตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะ ลำไส้ และผิวหนัง แถมยังช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย บำรุงกำลัง บำรุงเลือด ลดความดันเลือดสูง และปรับประจำเดือนให้มาปกติได้ จึงบอกได้เลยว่าการทานมะขามป้อมช่วยบำรุงร่างกายเราให้ดีขึ้นได้แทบทุกส่วนจริง ๆ ค่ะ

16. ต้านมะเร็ง
มีการวิจัยพบว่าสารฝาดในมะขามป้อมอย่างกรดแกลลิคและสารแทนนินสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้ก่อตัวในร่างกายเราได้ แถมมะขามป้อมยังสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารแทนนินที่ประกอบไปด้วย emblicanin A, emblicanin B, punigluconin และ peduculagin

17. แปรรูปได้หลากหลาย
นอกจากจะกินเปล่า ๆ อร่อยแล้ว มะขามป้อมยังนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม หรือแปรรูปเป็นของกินเล่นอร่อย ๆ อย่าง มะขามป้อมแช่อิ่ม และใช้เป็นยาสมุนไพร ยาแก้ไอ หรือยาสระผม แถมยังนำไปทำเป็นเครื่องสำอางและอาหารเสริมได้อีกด้วย

มะขามป้อม ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนทาน
ผู้ที่มีปัญหาเลือดจาง ผู้ที่แน่นท้องบ่อย ๆ และคนขี้หนาว ไม่ควรทานมะขามป้อมในปริมาณมาก ๆ เพราะมะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น หากกินเยอะอาจทำให้รู้สึกหนาวหรือมีอุณหภูมิในร่างกายลดลงได้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการข้างต้นจึงควรระมัดระวังและควบคุมปริมาณการทานมะขามป้อมให้ดี หรือจะหันไปทานพวกผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนแต่วิตามินซีสูง อย่าง ลำไย แทนก็ได้ค่ะ

 …

Categories
สมุนไพร

สมุนไพร เม็ดแมงลัก มีผู้คนสนใจการรับประทานอาหารสมุนไพรเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

สมุนไพร เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณช่วยเรื่องการลดความอ้วน

สมุนไพร เม็ดแมงลัก

ในปัจจุบันมีผู้คนสนใจการรับประทานอาหารสมุนไพรเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น และสมุนไพรบางตัวยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่งผลให้ผู้รับประทานมีผิวพรรณ และรูปร่างที่ดีอีกด้วย ซึ่งเม็ดแมงลักเป็นหนึ่งในเมนูสุขภาพที่มีสาว ๆ ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อกันว่า เม็ดแมงลักมีสรรพคุณช่วยเรื่องการลดความอ้วน แต่การรับประทานเม็ดแมงลักดีจริงหรือไม่ วันนี้กระปุกดอทคอมมีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ก่อนจะไปดูเรื่องสรรพคุณของเม็ดแมงลัก เรามาทำความรู้จักกับต้นแมงลักกันก่อนดีกว่า แมงลัก เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา ลักษณะของต้นแมงลักจะคล้ายต้นกะเพรา แต่กลิ่นและใบจะมีสีอ่อนกว่า ลำต้นของแมงลัก จะสูงประมาณ 65 เซนติเมตร มีกลิ่นหอมทุกส่วน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างรี ขอบใบเรียบหรือหยักมน ดอกออกช่ออยู่ปลายยอด กลีบดอกมีสีขาว และร่วงง่าย ผลเป็นผลชนิดแห้ง ภายในมี 4 ผลย่อย เรียกว่า เม็ดแมงลัก มีลักษณะกลมยาวสีดำ มีเมือกห่อหุ้ม
ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

เม็ดแมงลัก ถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร ย่อมต้องมีสรรพคุณดี ๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง ส่วนประโยชน์ของเม็ดแมงลักจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

– เม็ดแมงลัก ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดยเส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดี (LDL-cholesterol) ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อ HDL-cholesterol ที่เป็นไขมันดี ดังนั้นการรับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

– เม็ดแมงลัก มีลักษณะนิ่ม ลื่น กลืนง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่วงลำคอ และการที่เม็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย

– เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เนื่องจากบริเวณเปลือกนอกของเม็ดเป็นสารเมือกขาว และยังมีกากอาหาร ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ซึ่งช่วยให้ผู้รับประทานสามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก

– เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ดังนั้นเมื่อนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี

การรับประทานเม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักอาจไม่ได้มีสรรพคุณในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่หากต้องการตัวช่วยเพื่อควบคุมการรับประทานอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เม็ดแมงลักก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ ทั้งนี้ เม็ดแมงลัก สามารถรับประทานได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรด้วย

วิธีการรับประทานเม็ดแมงลัก ให้ได้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

ช่วยเรื่องการระบาย : ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอน ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์

– ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก : สำหรับคนน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วน

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเม็ดแมงลักแบบจืด ๆ ลองนำไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ก็อาจทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำเต้าหู้ หรือผสมกับเมนูอาหารอย่างโจ๊ก เป็นต้น

ข้อควรระวังในการรับประทานเม็ดแมงลัก

– ก่อนรับประทานต้องแน่ใจว่าแช่เม็ดแมงลักจนพองตัวเต็มที่แล้ว เพราะถ้ารับประทานเม็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อเม็ดแมงลักลงไปอยู่ในท้องก็จะดูดน้ำภายในช่องทางเดินอาหาร ทำให้เม็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็ง และอุดตันลำไส้ จนทำให้เกิดการท้องผูก และท้องอืดมากขึ้น

– ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากรับประทานเม็ดแมงลักแทนมื้ออาหาร ควรเลือกรับประทานในบางมื้อ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้

– การรับประทานแมงลักพร้อมกับยาตัวอื่น ๆ จะมีผลทำให้ร่ายกายดูดซึมยาเหล่านั้นได้น้อยลง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยากับเม็ดแมงลักพร้อม ๆ กัน โดยให้เลือกรับประทานยาก่อนสัก 15 นาที ค่อยตามด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเม็ดแมงลัก เพียงแค่รับประทานเม็ดแมงลัก เราก็จะมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับการมีรูปร่างที่สวยงามด้วย ทั้งนี้ การจะลดน้ำหนักด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ได้ช่วยเรื่องการเผาผลาญแต่อย่างใด ดังนั้น หากจะรับประทานเม็ดแมงลักให้ได้ผล ควรทำอย่างถูกวิธีนะจ๊ะ…